posttoday
ศึกมหาอำนาจกุมบังเหียน อาร์เซ็ป แข่งทีพีพี ชี้อนาคตเอเชีย

ศึกมหาอำนาจกุมบังเหียน อาร์เซ็ป แข่งทีพีพี ชี้อนาคตเอเชีย

31 ตุลาคม 2559

โดย...อักษราภัค ลาภานันต์

โดย...อักษราภัค ลาภานันต์

การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียที่โดดเด่นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ประกอบกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงในระดับระหว่างประเทศ ส่งผลให้จีนและสหรัฐ พยายามเข้ามาเป็นผู้สร้างระเบียบในภูมิภาคนี้ ผ่านการแข่งขันด้วยกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทั้งความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ที่มีสหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีในการผลักดัน และความตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ที่จีนเสนอขึ้นมา ซึ่งชาติอาเซียนต่างก็ฝากความหวังเข้าร่วมข้อตกลงขนาดใหญ่ทั้งสอง เพื่อยกระดับขนาดเศรษฐกิจและสถานะของประเทศในสายตาโลก

ความสำเร็จและล้มเหลวของข้อตกลงทั้งสองนี้ อาจถือเป็นตัวชี้วัดอิทธิพลของสองมหาอำนาจ โดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ เคยกล่าวอย่างชัดเจนหลายครั้งว่า การบรรลุทีพีพีเป็นสิ่งสำคัญในการยืนยันว่า จีนจะไม่ได้เป็นผู้สร้างกฎเกณฑ์การค้าในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนในการบังคับใช้ทีพีพีจากปัจจัยการเมืองภายในของสหรัฐ อาจจะเป็นการเปิดทางให้สมาชิกทีพีพีหันไปมุ่งผลักดันการเจรจาอาร์เซ็ปแทน โดยสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในทีพีพี ก็มองเป็นโอกาสผลักดันการเจรจาอาร์เซ็ปให้เร็วขึ้น

เจ เบิร์กเชอร์ มิลเลอร์ ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมอง สภานโยบายต่างประเทศ ระบุว่า ที่ผ่านมาความล่าช้าในการเจรจาอาร์เซ็ปซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2012 นั้น เป็นเพราะประเทศหลายราย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ รวมทั้งเวียดนาม ต่างมุ่งให้ความสำคัญกับการพยายามบรรลุทีพีพี ซึ่งหากทีพีพีล้มเหลวก็เป็นการเปิดทางให้บทบาทจีนอย่างชัดเจน

ล่าสุดความเคลื่อนไหวของเวียดนาม 1 ใน 4 ประเทศอาเซียนที่เป็นสมาชิกทีพีพี ซึ่งเลื่อนให้สัตยาบันข้อตกลงทีพีพีออกไปหลังปีนี้ โดยให้เหตุผลว่าต้องการดูท่าทีของสมาชิกอื่นและรอดูผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐนั้น ยิ่งสะท้อนว่าเวียดนามอาจจะลดการทุ่มเทให้กับทีพีพีลง ซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะหันไปมุ่งให้ความสำคัญกับการเจรจาอาร์เซ็ปมากขึ้น

ทั้งนี้ ข้อตกลงทีพีพีมีเป้าหมายเพื่อลดกำแพงภาษีและเปิดการค้าเสรี ซึ่งในการบังคับใช้นั้น ญี่ปุ่น สหรัฐ และสมาชิกอีก 4 ประเทศ จะต้องให้สัตยาบัน โดยก่อนหน้านี้เวียดนามเป็นสมาชิกที่กระตือรือร้นในการเข้าร่วมอย่างมาก ขณะที่หลายฝ่ายคาดว่าเวียดนามจะเป็นประเทศที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดในข้อตกลงนี้

อย่างไรก็ดี ท่าทีของผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐทั้งสอง ซึ่งออกตัวว่าไม่สนับสนุนทีพีพี ประกอบกับสภาคองเกรสไม่มีแนวโน้มจะผ่านร่างทีพีพีในเร็วๆ นี้เช่นกัน เนื่องจากกระแสกังวลจะทำลายภาคอุตสาหกรรมและการผลิตในประเทศ และถึงแม้ผู้นำสหรัฐคนใหม่จะยอมสานต่อข้อตกลงทีพีพีก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขข้อตกลงภายหลัง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศสมาชิกที่กระตือรือร้นที่สุดอย่างเวียดนามชะลอการให้สัตยาบัน

เช่นเดียวกับการให้สัตยาบันของประเทศสมาชิกทีพีพีอื่นๆ ก็มีแนวโน้มหยุดชะงักในหลายประเทศ เป็นผลให้อิทธิพลของสหรัฐในเอเชียอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว

เอเชียน นิกเกอิ รีวิว ระบุว่า ข้อตกลงทีพีพีเป็นความหวังของเวียดนามในการดึงดูดเงินลงทุนมหาศาลจากต่างประเทศ ผ่านการส่งออกสินค้าสิ่งทอและอื่นๆ ไปยังสหรัฐ และตลาดอื่นๆ ที่กว้างขึ้น ดังนั้นการเลื่อนเวลาบังคับใช้ทีพีพีออกไปก็จะกระทบการลงทุนที่จะเข้ามาในเวียดนามเช่นกัน ซึ่งอาจจะผลักให้เวียดนามหันไปส่งเสริมการลงทุนจากจีนเข้ามาทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ความตึงเครียดเรื่องทะเลจีนใต้เริ่มผ่อนคลายลงมากขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ทับซ้อนทะเลจีนใต้เริ่มอ่อนท่าทีลง โดยเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เหงียนซวนฟุก ของเวียดนาม ได้เดินทางไปเยือนจีนและเข้าพบประธานาธิบดี สีจิ้นผิง โดยในครั้งนั้นสำนักข่าวซินหัว กระบอกเสียงของจีน รายงานอ้างคำพูดของผู้นำจีน ระบุว่า จีนและเวียดนามสามารถจัดการความเห็นที่แตกต่างเรื่องความมั่นคงทางทะเลได้ และจะร่วมมือในประเด็นดังกล่าวผ่านการเจรจาอย่างเป็นมิตร

ขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในเอเชียแปซิฟิก และเป็นผู้ที่เคยพิจารณาขอเข้าร่วมทีพีพีตามหลังเวียดนาม ก็ได้แสดงจุดยืนต่อสหรัฐที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ โดยมีท่าทีออกห่างจากอิทธิพลของสหรัฐ และหันไปเข้าหาจีนมากขึ้น อีกทั้งการที่เวียดนามอนุญาตให้เรือรบจีนสามารถเข้าเทียบท่าได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เปิดท่าเรือเมื่อเดือน มี.ค. เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น ยิ่งสะท้อนถึงการสนับสนุนจีนต้านทานบทบาทตรวจสอบและถ่วงดุลสหรัฐ

ทั้งนี้ เอเชียน นิกเกอิ รีวิว วิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนท่าทีต่อจีนของเวียดนาม ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากจุดยืนของฟิลิปปินส์ต่อจีนเปลี่ยนไป ทั้งที่แต่เดิมฟิลิปปินส์เป็นหัวหอกต่อต้านการอ้างกรรมสิทธิ์ของจีน โดยเมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ได้เดินทางเยือนจีน และทั้งสองต่างมุ่งเน้นการลงทุน โดยไม่ได้แตะประเด็นพิพาท

นอกจากนี้ แม้เวียดนามจะพยายามลดการพึ่งพาจีนโดยหันไปเข้าร่วมทีพีพี ทว่าหากทีพีพีล้มเหลวจะทำให้ไม่สามารถพึ่งพาพันธมิตรสหรัฐ โดย จุนยะ อิชิ นักวิเคราะห์อาวุโสของสถาบันวิจัยซูมิโตโม ระบุว่า เวียดนามอาจจะหันไปให้ความสำคัญกับอาร์เซ็ปแทน ซึ่งยังอยู่ในขั้นเจรจา

ทั้งนี้ สมาชิกของอาร์เซ็ปทั้งหมดล้วนมีข้อตกลงการค้ากับอาเซียนอยู่แล้ว ดังนั้นอาร์เซ็ปจึงเป็นเหมือนการสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อตกลงการค้าของสมาชิกเหล่านี้เข้าด้วยกันหมด และทำให้การเจรจานั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้นกว่าทีพีพี โดยที่ผ่านมาการเจรจาอาร์เซ็ปก็ถือว่ามีความคืบหน้าในหลายด้านอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยทั้ง 16 ชาติสมาชิกได้ข้อสรุปในการลดภาษีสินค้ากลุ่มแรกแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้กระบวนการให้สัตยาบันของทีพีพีจะล่มไปจนทำให้หลายฝ่ายหันมาจับตาอาร์เซ็ปมากขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 16 ชาติจะสามารถบรรลุข้อตกลงนี้ได้เร็วหรือง่ายขึ้น เพราะเริ่มมีสัญญาณตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ว่า อาร์เซ็ปอาจพลาดเดดไลน์ครั้งที่ 2 ในสิ้นปี 2016 อีกครั้ง และเลื่อนเส้นตายไปเป็นสิ้นปีหน้าแทน หลังพลาดเส้นตายรอบแรกเมื่อสิ้นปี 2015 มาแล้วครั้งหนึ่ง เนื่องจากเผชิญข้อติดขัด โดยเฉพาะการเจรจากฎระเบียบการเปิดเสรีภาคบริการและการลงทุน หลังไม่สามารถเห็นชอบร่วมกันในรายละเอียดการปรับโครงสร้างภาษีให้เหลือชั้นเดียวในกลุ่มภาคบริการและการลงทุนได้

ในวันที่ 4 พ.ย.นี้ ตัวแทนประเทศสมาชิกอาร์เซ็ปจะร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีอีกครั้งเพื่อเร่งการเจรจาให้บรรลุผล หลังบรรดาผู้นำอาร์เซ็ปประกาศแถลงการณ์ร่วมในการประชุมสุดยอดอาเซียน เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่กรุงเวียงจันทน์ของลาว
ยืนยันว่าจะเร่งเจรจาให้เสร็จโดยเร็ว

แม้จะยังมีอุปสรรคที่อาจต้องเลื่อนไปอีกปี ทว่าอย่างน้อยที่สุดนี่ก็เป็นข้อตกลงการค้าเสรีพหุภาคีเอเชียแปซิฟิกที่ดูมีความเป็นไปได้มากที่สุด ณ เวลานี้แล้ว ในยามที่ทีพีพีของสหรัฐกลายเป็นแดนสนธยา และไม่มีอะไรรับประกันว่าจะกลับมาทำได้จริงหรือไม่หลังการเลือกตั้ง 8 พ.ย.นี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ