
ติดเครื่องลงทุนโครงการใหญ่ ดันเศรษฐกิจปีหน้า
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
กระทรวงการคลังประมาณการเศรษฐกิจไทยล่าสุด ยังคงการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 3.3% เนื่องจากได้แรงหนุนการใช้จ่ายภาครัฐ การเร่งลงทุนโครงการขนาดเล็กเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นตัวช่วยพยุงเศรษฐกิจที่สำคัญ ในช่วงที่การส่งออกของไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก การบริโภคภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัว และการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ขยับ เพราะยังไม่มั่นใจแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ที่ 3.3% แม้ว่าไม่มาก แต่เมื่อเทียบกับการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2558 ที่ขยายตัวได้ 2.8% ก็ถือว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างช้าๆ
สำหรับเศรษฐกิจปี 2560 กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้มากกว่าปีนี้ โดยจะขยายตัวได้ที่ 3.4% โดยได้รับแรงส่งที่สำคัญจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าในเขตเมืองอีกหลายสาย เป็นต้น
นอกจากนี้ เศรษฐกิจปีหน้ายังน่าจะได้แรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัว ตามการขยายตัวของรายได้เกษตรกร การลงทุนภาคเอกชนจะเริ่มขยายตัว เพราะกำลังการผลิตเต็มความสามารถเนื่องจากชะลอการลงทุนมานาน และการส่งออกของไทยจะกลับมาขยายตัวได้จากค่าเงินบาทอ่อน
แต่ทั้งหมดปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังสำคัญของเศรษฐกิจปีหน้าอยู่ที่การลงทุนขนาดใหญ่ หากสามารถดันให้เกิดการลงทุนได้จริง ก็ย่อมส่งผลให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้มาก ในส่วนของการเร่งโครงการลงทุนขนาดเล็กที่รัฐบาลยังดำเนินการต่อเนื่องสามารถเป็นได้แค่ตัวพยุงเศรษฐกิจเท่านั้น
สำหรับการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ หนีไม่พ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ซึ่งมีการขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2558 มีการผลักดันให้เริ่มทุนได้ 6 โครงการ คิดเป็นวงเงินลงทุน 1.8 แสนล้านบาท
มาในปีนี้มีเป้าหมายเดินหน้า 20 โครงการ คิดเป็นวงเงินลงทุน 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งจะสามารถผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปี 2559 ได้ประมาณ 1.3-1.4 แสนล้านบาท และปี 2560 อีก 3 แสนล้านบาท ขณะที่ปี 2561 อยู่ที่ 4 แสนล้านบาท โดยเม็ดเงินในส่วนนี้จะถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนให้มีการลงทุนเพิ่มมากขึ้นด้วย ทำให้รัฐบาลให้ความสำคัญผลักดันการลงทุนขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่มูลค่าเป็นหลักหมื่นล้านและแสนล้านบาทไม่ใช่เรื่องง่าย และถึงเริ่มเดินหน้าก่อสร้างได้ก็ยังต้องใช้เวลาการดำเนินการอีกปี เม็ดเงินก็จะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ไม่ได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทีเดียวทั้งก้อน โดยโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 20 โครงการ เพิ่งผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีไปบางส่วนเท่านั้น คิดเป็นวงเงินประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่มาก แต่ก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้อยู่อีกมากเช่นกัน
ดังนั้น รัฐบาลจึงมีเป้าหมายเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่นี้ให้เร็วที่สุด เพราะถือว่าเป็นตัวหนึ่งในการชี้เป็นชี้ตายของเศรษฐกิจปีหน้า อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ออกมาแสดงความมั่นใจว่า ความคืบหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 20 โครงการ ที่คาดว่าจะลงนามได้18-19 โครงการ เม็ดเงินลงทุนรวม 1.4 ล้านล้านบาทในปีนี้ โดยจะมีการเซ็นสัญญาเบิกงบลงทุนงวดแรกไม่ต่ำกว่า 6.6 หมื่นล้านบาท เติมลงไปในระบบเศรษฐกิจ นอกเหนือจากงบลงทุนของรัฐปกติปีละ 5 แสนล้านบาท
สำหรับปีหน้าเม็ดเงินลงทุนการลงทุนขนาดใหญ่ก็จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะเริ่มก่อสร้างได้หลายโครงการ ทำให้มีการเบิกจ่ายเงินตามงวด ซึ่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่นี้เป็นเม็ดเงินที่เพิ่มจากการลงทุนปกติในงบประมาณปี 2559 และ 2560 ที่มีเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท
ซึ่งโครงการลงทุนที่อยู่ในงบประมาณรัฐบาลก็ได้มีการเร่งให้มีการลงทุน โดยมีมาตรการที่ชัดเจน เช่น โครงการที่ไม่เกิน 2 ล้านบาท ต้องทำสัญญาและเบิกจ่ายให้หมดภายในสิ้นปีนี้ โครงการที่เกิน 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ให้ทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันให้ได้ภายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 และโครงการที่เกิน 1,000 ล้านบาท ให้ทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันให้ได้ไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2560 และให้เบิกจ่ายตามงวดงานที่ดำเนินการเสร็จ
ด้านกรมบัญชีกลางและสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ก็มีการประสานงานตุนเงินคงคลังไว้ตอนปิดหีบงบประมาณ 2559 สูงถึง 4 แสนล้านบาท เพื่อรองรับมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายของรัฐบาลดังกล่าว เพื่อดันเศรษฐกิจปีนี้ให้โตมากสุด เพื่อจะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ วงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเริ่มระดมทุนจากนักลงทุนได้ต้นปีหน้า เพื่อนำเงินมาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ เป็นอีกหนึ่งมาตรการในการเร่งลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจให้มีต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า
การเร่งลงทุนขนาดใหญ่ด้านคมนาคมขนส่ง ไม่ได้เป็นประโยชน์แค่เติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยที่ไม่ได้ลงทุนมานาน นอกจากการลงทุนขนาดใหญ่ด้านคมนาคมขนส่งแล้ว รัฐบาลยังเร่งการลงทุนขนาดใหญ่ด้านการสื่อสารโทรคมนาคม การศึกษาและสาธารณสุขซึ่งได้ประโยชน์ การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนมั่นใจและขยายการลงทุนในไทยเพิ่มมากขึ้น
ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้รายงานยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว 300-700 ราย เม็ดเงินลงทุนเพิ่ม 3 เท่า ส่วนเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เพิ่มขึ้น 5 เท่า เป็นรองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ขณะที่ 10 อุตสาหกรรมใหม่ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน ครึ่งปีแรกเริ่มมีการลงทุนแล้ว 17 โครงการ ได้แก่ กลุ่มอาหาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทันสมัย คิดเป็นวงเงินรวม 1.7 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คำขอดังกล่าวยังไม่ได้เป็นการลงทุนจริง แต่เมื่อนักลงทุนเห็นว่ารัฐบาลเดินหน้าลงทุนจำนวนมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และในปีหน้าการลงทุนขนาดใหญ่ที่เกิดยากเริ่มเดินหน้าก่อสร้างได้ ย่อมส่งผลให้เอกชนสนใจที่จะลงทุนเร็วขึ้น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางเศรษฐกิจเพราะลงทุนช้าเกินไป
ดังนั้น การลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลจึงมีความสำคัญมากกับอนาคตที่แจ่มใสของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า







