
สัมพันธ์ไทยใต้ผู้นำใหม่สหรัฐ
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่กำลังจะมาถึงในอีก 2 สัปดาห์นี้ ส่งผลต่อทิศทางนโยบายและอนาคตของหลายประเทศทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงประเทศที่อยู่ห่างไกลออกมาอย่างไทยและเมียนมาด้วยเช่นกัน
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่กำลังจะมาถึงในอีก 2 สัปดาห์นี้ ส่งผลต่อทิศทางนโยบายและอนาคตของหลายประเทศทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงประเทศที่อยู่ห่างไกลออกมาอย่างไทยและเมียนมาด้วยเช่นกัน
เบอร์ทัล ลินท์เนอร์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาคเอเชียประจำภูมิภาคอาเซียนของเว็บไซต์ข่าว เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับลิกันไม่ได้เปิดเผยนโยบายต่ออาเซียนที่จริงจังมากนัก ขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ซึ่งมีคะแนนนิยมนำอยู่นั้น ค่อนข้างให้ความสำคัญกับพันธมิตรในเอเชีย รวมถึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลายประเทศอาเซียนเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ
ลินท์เนอร์ ระบุว่า ฮิลลารีค่อนข้างมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมา จึงเป็นไปได้ที่หากฮิลลารีขึ้นเป็นผู้นำสหรัฐ ความสัมพันธ์ของสหรัฐกับเมียนมาจะรุ่งเรืองยิ่งขึ้น และสหรัฐอาจเบนความสนใจไปจากพันธมิตรเก่าแก่อย่างไทย ซึ่งก็หันไปเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
“ขณะที่กระแสปฏิวัติอาหรับเริ่มอ่อนลงในตะวันออกกลาง เมียนมาได้ทำให้โลกเห็นความหวังใหม่ในการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติจากระบอบเผด็จการไปสู่ระบอบประชาธิปไตย” ฮิลลารี ระบุ
รัฐบาลพลเรือนเมียนมา ซึ่งเข้าสู่ตำแหน่งปลายปีที่แล้วเริ่มตีตัวออกห่างจากจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร ที่แน่นแฟ้นของเมียนมาภายใต้รัฐบาลทหาร ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่เมียนมาก็ได้รับการยอมรับและมีความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับรัฐบาลไทยที่หันไปเพิ่มความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยเปิดช่องให้สหรัฐปรับยุทธศาสตร์พันธมิตรใหม่ในภูมิภาคเอเชีย
ลินท์เนอร์ เสริมว่า ที่ผ่านมาสหรัฐเริ่มจำกัดบทบาทรัฐบาลไทยหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2014 เนื่องจากภายใต้กฎหมายความช่วยเหลือต่างประเทศ สหรัฐจำเป็นต้องลดการให้ความช่วยเหลือต่อประเทศที่มีการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง
ภายใต้กฎหมายของสหรัฐเอง ส่งผลให้สหรัฐต้องโจมตีรัฐประหารและลดความช่วยเหลือต่างๆ แม้จะยังต้องการรักษาความสัมพันธ์กับไทย อย่างไรก็ดี สหรัฐยังประเมินไทยเป็นพันธมิตรทางทหารที่สำคัญมาก โดยยังคงดำเนินการร่วมฝึกรบประจำปี โคบร้า โกลด์ ร่วมกับไทยอยู่
ขณะที่ไทยเพิ่มความร่วมมือทางทหารกับจีน โดยเมื่อเดือน พ.ค. ทหารเรือไทยและจีนร่วมฝึกรบที่ชายฝั่งของไทย และหลายฝ่ายเชื่อว่า การปฏิเสธไม่ให้ โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในฮ่องกงเข้าประเทศ เป็นการตัดสินใจของรัฐบาลเพื่อไม่ให้มีปัญหากับจีน







