
มุมมืดอินเทอร์เน็ตออฟติงส์ ฐานอาวุธใหม่ภัยไซเบอร์
อินเทอร์เน็ตออฟติงส์ (ไอโอที) หรืออุปกรณ์ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนำมนุษยชาติไปสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น สวิตช์ไฟที่สามารถเปิดปิดได้จากทางไกลแม้เจ้าของจะไม่อยู่บ้านก็ตาม หรือในด้านอุตสาหกรรมและไอโอทีจะเป็นปัจจัยในการพัฒนาและพามนุษย์เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมยุค 4.0
อินเทอร์เน็ตออฟติงส์ (ไอโอที) หรืออุปกรณ์ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนำมนุษยชาติไปสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น สวิตช์ไฟที่สามารถเปิดปิดได้จากทางไกลแม้เจ้าของจะไม่อยู่บ้านก็ตาม หรือในด้านอุตสาหกรรมและไอโอทีจะเป็นปัจจัยในการพัฒนาและพามนุษย์เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมยุค 4.0
อย่างไรก็ตาม การโจมตีผ่านทางโลกไซเบอร์เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมากลับส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของอินเทอร์เน็ตออฟติงส์ ซึ่งกลายเป็นอาวุธที่ใช้โจมตีทางไซเบอร์ขนาดมหึมา และกลายเป็นภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมที่กำลังผันตัวเข้าสู่ยุค 4.0 ซึ่งต้องรีบยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์กันขนานใหญ่
ไอโอทีเปิดโอกาสให้กับบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งในการพัฒนาอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตออฟติงส์ โดยข้อมูลจากอีแวนส์ ดาต้า บริษัทข้อมูลการตลาดในสหรัฐ ระบุว่า ในปี 2015 ที่ผ่านมา จำนวนผู้พัฒนาไอโอที
ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 34% เป็นมากกว่า 6.2 ล้านแห่ง ซึ่งเป็นการพัฒนาอุปกรณ์สมาร์ทโฟนให้สามารถเชื่อมต่อกับไอโอทีปรับตัวเพิ่มขึ้น 14% ขณะที่ไอดีซี บริษัทวิจัยตลาดในสหรัฐยังคาดการณ์ว่าการลงทุนในไอโอทีจะเพิ่มขึ้นจาก 6.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 22 ล้านล้านบาท) ในปี 2014 เป็น 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 59 ล้านล้านบาท) ในปี 2020 อีกด้วย
นอกจากนี้ การเติบโตของไอโอทีนั้นรวดเร็วมากจนคาดจะเกิดเหตุการณ์แรงงานขาดตลาด เพราะผู้พัฒนาซึ่งมีทักษะไม่เพียงพอต่อตลาดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดอุปกรณ์มากกว่า 2 หมื่นล้านชิ้น จะต้องเข้าสู่แพลตฟอร์มไอโอทีภายในปี 2020 ซึ่งบริษัทผู้พัฒนาจะขาดตลาดราว 5-10 ล้านแห่ง ในการไล่ให้ทันกับตลาดอินเทอร์เน็ตออฟติงส์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้านแล้ว ไอโอทียังจะกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผันอุตสาหกรรมสู่ยุคใหม่ 4.0 ซึ่งจะเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคใหม่ ภายหลังการสร้างเครื่องจักรจากไอน้ำในช่วงปี 1800 และการผลิตจำนวนมากด้วยพลังงานไฟฟ้าและสายการผลิต ในช่วงปี 1900 รวมถึงการผลิตอัตโนมัติด้วยการควบคุมจากคอมพิวเตอร์ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20
ในยุคที่ 4 นี้ จะเป็นการผลิตด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยอินเทอร์เน็ตหรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ในการประมวลข้อมูลการผลิต หรือที่เรียกว่า โรงงานผลิตอัจฉริยะ (สมาร์ทแฟกตอรี่) โดยนานาชาติกำลังเร่งผลักดันอุตสาหกรรมยุค 4.0 ทั้งในประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอย่างเยอรมนีและเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เมื่อปลายสัปดาห์เป็นสัญญาณเตือนต่อโลกอินเทอร์เน็ต และยังเป็นการเน้นย้ำความสำคัญของการมีระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มแข็ง
เหตุดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นฝั่งตะวันออกของสหรัฐของเมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา เซิร์ฟเวอร์ของบริษัท ไดนามิก เน็ตเวิร์ก เซอร์วิส หรือ ดายน์ ผู้ให้บริการโดเมน
แก่บริษัทรายใหญ่ในสหรัฐ เช่น ทวิตเตอร์และเพย์พัล เริ่มตรวจจับการโจมตีด้วยการเพิ่มทราฟฟิก (ดีดอส หรือ DDoS) จนทำให้หลายเว็บไซต์ทำงานขัดข้องในบางพื้นที่ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่คนไทยใช้ในการประท้วงซิงเกิ้ลเกตเวย์เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา
หลังจากการโจมตีครั้งแรก 2 ชั่วโมง ดายน์สามารถกู้เซิร์ฟเวอร์กลับมาได้ อย่างไรก็ตาม การโจมตียังเกิดขึ้นตามมาอีก 2 ครั้ง และต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยในการโจมตีครั้งที่ 3 นั้น ดายน์สามารถป้องกันการโจมตีได้ทันท่วงที และสามารถตรวจจับได้ว่าการโจมตีดังกล่าวมาจากไอพีแอดเดรสมากกว่า 10 ล้านแห่ง
อย่างไรก็ตาม ดายน์ยังไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดพบ เพราะไอพีแอดเดรสมากกว่า 10 ล้านแห่งดังกล่าวมาจากอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เช่น กล้องเว็บแคมและเครื่องบันทึกวิดีโอแบบดิจิทัล หรืออุปกรณ์อินเทอร์เน็ตออฟติงส์ที่ถูกยึดไปจากการใช้มัลแวร์ที่ชื่อว่า มิไร ซึ่งหนังสือพิมพ์ไฟแนนซ์เชียลไทมส์ รายงานว่า มีการเปิดเผยวิธีการสร้างมัลแวร์ตัวดังกล่าวในโลกออนไลน์เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ใครก็ตามที่มีความรู้ด้านไอทีสามารถสร้างมัลแวร์ตัวดังกล่าวได้อย่างง่ายดาย
“มีความพยายามอย่างมากในการพัฒนาเครื่องมือที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ แต่การป้องกันแย่ๆ ยังคงเป็นบรรทัดฐานของไอโอที” เท็ด ฮาร์ริงตัน หุ้นส่วนของอินดิเพนเดนต์ ซีเคียวริตี้ อีวาลูเอชั่น ผู้ให้บริการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ เปิดเผยกับบิซิเนสอินไซเดอร์เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยฮาร์ริงตันยกตัวอย่างว่า อุปกรณ์ไอโอทีทั้งหลายยังขาดการตั้งพาสเวิร์ดก่อนเข้าใช้หรือการเข้ารหัส ซึ่งทำให้การแฮ็กอุปกรณ์ไอโอทีนั้นทำได้อย่างง่ายดาย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับดายน์นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงปัญหาเรื่องการโจมตีเครือข่ายเพียงแห่งเดียว แต่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจากลูกค้าของดายน์ส่วนใหญ่เป็นบริษัทผู้ให้บริการสื่ออินเทอร์เน็ตระดับท็อปแล้ว การโจมตีโดยการใช้ไอโอทียังไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้เว็บไซต์ของเบรน แกรบส์ นักข่าวที่ติดตามด้านการโจมตีทางไซเบอร์อย่างใกล้ชิด ไม่สามารถใช้การได้เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา
การโจมตีดังกล่าวมีรูปแบบเดียวกับการโจมตีเซิร์ฟเวอร์ของดายน์ โดย อะคาไม เทคโนโลยีส์ ผู้ให้บริการโดเมนแก่แกรบส์ถูกโจมตีในรูปแบบดีดอสจากอุปกรณ์ไอโอทีเกือบ 2 ล้านเครื่อง ซึ่งกินพื้นที่ของเซิร์ฟเวอร์มากถึง 620 กิกะไบต์/วินาที มากกว่าปกติถึง 2 เท่า จนอะคาไมต้องตัดสินใจแยกเว็บไซต์ของแกรบส์ออกจากเซิร์ฟเวอร์ของอะคาไมก่อนที่เว็บอื่นจะล่มตามไปด้วย และหลังจากการโจมตีดังกล่าวเพียง 2 สัปดาห์ แบบแปลนสร้าง “มิไร” ก็เผยแพร่ทั่วอินเทอร์เน็ต
“ถ้าเราต้องการใส่เทคโนโลยีเครือข่ายนี้ลงไปในสิ่งของมากขึ้นเท่าใด พวกเราก็ต้องหาทางให้สิ่งของเหล่านี้ปลอดภัยมากขึ้นด้วย ซึ่งนับเป็นความท้าทายของการสร้างอารยธรรม” ไมเคิล วอล์เกอร์ ผู้จัดการโครงการของหน่วยงานโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาความมั่นคงภายใต้กระทรวงกลาโหมสหรัฐ เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์
อย่างไรก็ตาม การสร้างอารยธรรมของอินเทอร์เน็ตออฟติงส์ดูเหมือนจะเผชิญปัญหาจากการถูกไฮแจ็กเอาไปเป็นเครื่องมือทำดีดอสเพื่อล่มเซิร์ฟเวอร์แห่งใดแห่งหนึ่ง โดยที่เจ้าของไม่สามารถรู้ตัวได้ เนื่องจากอุปกรณ์ไอโอทีส่วนใหญ่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้ตั้งระบบและปล่อยวางไว้อย่างนั้นโดยไม่ต้องลำบากหยิบขึ้นมาบ่อยๆ
“การโจมตีทางไซเบอร์กำลังขยายกว้างขึ้น” ฮาร์ริงตัน กล่าว และระบุว่า พื้นที่เสี่ยงต่อการโจมตียังขยายกว้างขึ้นอีกด้วย
การโจมตีรูปแบบใหม่มักมาพร้อมการป้องกันรูปแบบใหม่เสมอ แต่การป้องกันทางไซเบอร์คงต้องรีบยกระดับกันขนาดใหญ่ก่อนที่เป้าหมายการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จะไปไม่ถึงฝัน







