
เซตซีโร่ กกต. ได้กี่แบบ
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
โดย...อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
หนึ่งในกฎหมายลูกที่กำลังถูกเขียนขึ้นมาก็คือ พ.ร.ป. รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งความคิดเห็นและข้อเสนอที่ถูกส่งมายัง กรธ.นั้นนอกจากจะมีประเด็นของความต้องการที่จะกำหนดหน้าที่ขององค์กรนี้ขึ้นมาให้สอดคล้องกับบริบทการเมืองและสังคมไทยให้มากขึ้น แล้วก็ยังจะมีประเด็นของการจัดองค์กรและกรอบแนวปฏิบัติงานใหม่ ซึ่งในประเด็นหลังนี้เองเป็นที่มาของข้อเสนอหรือแนวคิดของการ “เซตซีโร่” กกต.ขึ้นมา ซึ่งหมายถึงการสลายสถานภาพของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการการเลือกตั้งในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี แม้ข้อเสนอของการที่จะเซตซีโร่ กกต.ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือประชาชนทั่วไปเข้าใจนั้นอาจจะเป็นแค่การทำให้สถานภาพของ กกต.ชุดปัจจุบันหมดไป และก็จะมีการตั้ง กกต.ชุดใหม่ขึ้นมาแทนที่และอาจจะมีจำนวน กกต.เพิ่มขึ้น และอาจยังมีข้อเสนอของการย้ายหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งกลับไปยังกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เช่นเดิม
เช่นนี้แล้ว ข้อถกเถียงของสังคมไทยจึงยังเวียนวนอยู่ที่การจะเซตซีโร่หรือไม่ ควรจะย้ายกลับไปที่กรมการปกครอง หรือควรจะมีจำนวน กกต.กี่คน ซึ่งการถกเถียงเช่นนี้หากมองลึกๆ ไปแล้วจะเห็นว่าไม่ได้ก่อให้เกิดการปฏิรูปองค์กรนี้อย่างแท้จริง
เพราะหากเราจะทำการเซตซีโร่จริงๆ แล้ว การกลับมาทำความเข้าใจเหตุผลของการที่ต้องมีหน่วยงานที่ทำการจัดการการเลือกตั้ง การได้รู้ถึงรูปแบบของการจัดองค์กรที่ทั่วโลกได้ใช้อยู่ในปัจจุบัน และความคาดหวังของการทำงานของหน่วยงานนี้ก็จะเป็นฐานของการถกเถียงเพื่อการออกแบบหน่วยงานนี้ให้เกิดประโยชน์แก่คนในประเทศที่ต้องใช้หน่วยงานนี้ได้มากขึ้น
หากพูดถึงที่มาที่ไปของการจัดให้มีหน่วยงานในการจัดการการเลือกตั้งนั้น ก็เป็นแนวคิดที่มากับการที่หลายๆ ประเทศในโลกได้เปลี่ยนระบอบการปกครองของประเทศจากระบอบอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตยแล้วกิจกรรมหนึ่งของการเป็นประเทศประชาธิปไตยก็คือ การจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งนี้ก็เหมือนกับการแข่งขันกีฬาที่ทีมที่เข้าแข่งขันนั้นก็มาจากทั้งทีมที่เคยแข่งขันอยู่ภายใต้กติกาเดิม และทีมที่เข้ามาร่วมแข่งขันใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นกับการแข่งขันครั้งใหม่นี้ก็คือ ความกังวลว่า ผู้ที่จัดการแข่งขันและกรรมการเดิมที่อาจจะมีความคุ้นเคยกับทีมที่เคยแข่งมาก่อนอาจทำให้การแข่งขันครั้งใหม่นี้ไม่ได้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และยุติธรรม การเรียกร้องให้มีหน่วยงานที่จะจัดการแข่งขันที่ถูกคัดเลือกขึ้นมาใหม่จึงเกิดขึ้น
ด้วยเหตุผลเดียวกัน การที่หลายๆ ประเทศที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านมาสู่การเป็นประเทศประชาธิไตยและมีการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ความกังวลของการใช้ระบบราชการที่เคยอยู่ภายใต้รัฐบาลที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยเดิมมาเป็นหน่วยจัดการการเลือกตั้งจึงไม่ได้หายไปและอาจจะกลายเป็นความหวาดระแวงในการจัดการและที่สำคัญจะกลายเป็นการไม่ยอมรับในผลของการเลือกตั้ง ซึ่งที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นเหตุของการล้มเหลวของการก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศนั้น เช่นนี้แล้วความคิดของการให้มีหน่วยงานจัดการการเลือกตั้งที่มีความเป็นอิสระจากหน่วยราชการหรือรัฐบาลจึงเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม รูปแบบของหน่วยงานที่จัดการการเลือกตั้งนั้นไม่ได้มีเพียงแค่รูปแบบขององค์กรอิสระเพียงรูปแบบเดียว แต่มีถึง 3 แบบด้วยกัน
โดยในรูปแบบแรกเป็นรูปแบบที่เราคุ้นชินคือ รูปแบบของการจัดการการเลือกตั้งโดย “องค์กรอิสระ” ที่องค์กรนี้จะมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการการเลือกตั้ง การปฏิบัติงานโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับหน่วยงานของรัฐบาลใดๆ แต่อาจจะต้องมีหน้าที่ในการรายงานผลหรือรับผิดรับชอบกับรัฐสภา องค์กรตุลาการ หรือประมุขของรัฐโดยตรง ซึ่งในประเทศที่ใช้รูปแบบนี้หน่วยงานที่จัดการการเลือกตั้งจะมีความเป็นอิสระทั้งในด้านของงบประมาณและการดำเนินงาน โดยประเทศที่ใช้รูปแบบหน่วยงานอิสระจัดการการเลือกตั้งนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นประเทศที่เพิ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย เช่น อาร์มีเนีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และคอสตาริกา เป็นต้น
รูปแบบการจัดการการเลือกตั้งโดย “หน่วยงานภาครัฐ” เป็นรูปแบบที่สองที่มีหลายประเทศในโลกใช้ในการจัดการการเลือกตั้ง โดยในรูปแบบนี้การเลือกตั้งจะถูกบริหารและจัดการโดยหน่วยงานภาครัฐภายใต้ปีกของฝ่ายบริหาร ซึ่งก็ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย หรือในบางประเทศโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้นการบริหารงานทั้งการดำเนินงานและงบประมาณจึงอยู่ที่หน่วยงานรัฐส่วนกลางแล้วจึงถูกจัดสรรออกไป ซึ่งในรูปแบบนี้ถูกใช้ในประเทศเช่น เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น แต่ในรูปแบบนี้จะมีข้อสังเกตว่าการจัดการการเลือกตั้งโดยหน่วยงานภาครัฐนี้จะเป็นการจัดการการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่ได้รวมถึงการการทำหน้าที่ในการส่งเสริมความเข้มแข็งของพรรคการเมืองหรือการสร้างความรู้ความเข้าใจในประชาธิปไตยและระบอบการเลือกตั้งอยู่ด้วย
และรูปแบบสุดท้ายรูปแบบที่สาม คือ “รูปแบบผสม” นั่นคือ การจัดการการเลือกตั้งจะใช้ทั้งหน่วยงานอิสระและหน่วยงานภาครัฐไปพร้อมๆ กัน โดยที่จะแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ซึ่งหน่วยงานอิสระจะถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นหน่วยงานกำกับนโยบายและให้ข้อเสนอแนะคล้ายกับการเป็นบอร์ดกำกับการทำงานของหน่วยงาน ในขณะที่การจัดการการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งประเทศที่ใช้รูปแบบนี้ได้แก่ ฝรั่งเศส สเปน และเซเนกัล เป็นต้น
ที่สำคัญ หน้าที่หลักของหน่วยงานที่จัดการการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดนั้นจะยังคงเป็นเพียงการจัดการทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นและผ่านไปอย่างบริสุทธิ์และเป็นธรรม ซึ่งได้แก่การทำหน้าที่กำหนดว่าใครเป็นผู้มีสิทธิในการเลือกตั้ง การรับสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติ การจัดการหน่วยเลือกตั้ง การนับคะแนนและประกาศผล
การทำหน้าที่เหล่านี้ให้เกิดการยอมรับในกระบวนการและผลของการเลือกตั้งก็เป็นสิ่งที่สะท้อนความคาดหวังและความสำเร็จในการทำหน้าที่ของหน่วยงานที่จัดการการเลือกตั้ง พูดง่ายๆ คือ ความเป็นกลางในการจัดการการเลือกตั้งคือความคาดหวังของประชาชนจะได้เห็นมากที่สุดจากการทำงานของหน่วยงานนี้
เท่ากับว่า หากการเซตซีโร่ กกต.จะเกิดขึ้นจริง ข้อถกเถียงว่ารูปแบบการจัดองค์กรนี้จะอยู่ในรูปแบบไหนนั้นไม่ควรจะมีความสำคัญไปกว่าว่า การทำหน้าที่ของ กกต.ว่าสามารถทำให้ภาพของความเป็นธรรมและเป็นกลางเกิดขึ้นกับการเลือกตั้งได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุด อีกความคาดหวังในการทำหน้าที่ของ กกต.ซึ่งเป็นเรื่องที่ดูคล้ายว่าจะง่ายแต่อาจจะยากที่สุดคือ การทำให้คนออกไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งให้มาก เพราะหากคนออกไปใช้สิทธิในจำนวนที่มากและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จะเป็นภาพสะท้อนของการลดระดับอาการเบื่อการเมืองของคนไทยได้เป็นอย่างดี







