posttoday
เมื่อทั้งโลกวิ่งออนไลน์ อะไรๆ ก็จะไม่เหมือนเดิม

เมื่อทั้งโลกวิ่งออนไลน์ อะไรๆ ก็จะไม่เหมือนเดิม

21 ตุลาคม 2559

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล

ครั้งที่แล้วได้เขียนบทความที่ได้มีการอ้างถึงการที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้กว่าถึง “ความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนตัวอยู่ในระบบทุนนิยม ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากเทคโนโลยีที่พัฒนาแล้วไม่ได้สร้างผลตอบแทนร่วมกันให้แก่คนส่วนใหญ่” และได้มีการพูดถึงเรื่องผลของ Brexit หลายครั้ง จนมีผู้อ่านตั้งคำถามว่าผู้เขียนอนุรักษนิยมและไม่พยายามปรับตัวอยู่ในโลกยุคใหม่ที่อาศัยทุนและเทคโนโลยีขับเคลื่อน

คำตอบคือทั้งใช่และไม่ใช่ โลกยุคใหม่จะแบบใดก็ตาม หากไม่สามารถกระจายความมั่งคั่งสู่คนส่วนใหญ่ได้ ก็ไม่ใช่โลกที่น่าอยู่ เป็นโลกที่กลไกทางเศรษฐกิจไม่ทำงานเพื่อคนส่วนมาก จะเป็นโลกที่มีแต่ความไม่แน่นอนและอันตราย บิดเบี้ยว แต่ก่อนจะไปเรื่องนั้นขอเขียนเรื่องเทคโนโลยีออนไลน์ก่อน

เทคโนโลยีออนไลน์ที่หมายถึงในบทความครั้งก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศต้นกำเนิด เช่น สหรัฐอเมริกานั้น ได้พิสูจน์อย่างชัดเจนว่าเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศแข่งขันได้ แต่อย่างไรก็ตามหากผู้อ่านเคยผ่านยุครุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งของเทคโนโลยีเหล่านี้เมื่อ 10-15 ปีก่อนที่เรียกว่ายุค “ดอทคอม” เมื่อถึงจุดหนึ่ง ซึ่งมูลค่าของกิจการไม่ได้เป็นไปตามเป็นจริงในตลาดทุน และเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้มีความยั่งยืนอย่างแท้จริงก็เข้าสู่สภาวะล่มสลาย จนทำให้มีคำถามมากมายว่า “ยุคดอทคอม” นั้นมีจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่วาทกรรมของนักลงทุนบางกลุ่ม?

คำตอบเหล่านี้ในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมาจะตอบไม่เหมือนกันแม้แต่ช่วงเดียว จนเราเข้าสู่ยุคออนไลน์แบบใหม่ที่เรียกกันว่า “ยุค Social Network”เทคโนโยลีออนไลน์สารพัดก็ออกมาแสดงพลังใหม่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้เอง และก็เช่นเดิม ดูเสมือนว่าสำหรับคนบางส่วน นี่คือยุคทองใหม่ของเทคโนโลยี แม้แต่ข้อมูลข่าวสารคนไม่เชื่อสื่อกระแสหลักอีกต่อไป คนเชื่อกูรูออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคม เศรษฐกิจ หรือการเมือง ยุคนี้จึงถือได้ว่าเป็นยุคที่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เชื่อได้ยากที่สุดยุคหนึ่ง

ผู้เขียนได้เฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนี้มากกว่า 15 ปี ซึ่งเริ่มตั้งแต่การได้มีโอกาสไปศึกษาต่อและใช้โทรศัพท์มือถือส่งเอสเอ็มเอส ซื้อน้ำอัดลมผ่านตู้ขายน้ำอัดลมได้ โดยไม่ต้องหยอดเหรียญนั่นคือว่าเป็นสุดยอดเทคโนโลยี ณ ขณะนั้นจนมาถึงปัจจุบันได้มีระบบแปลกประหลาดขึ้นมาก จนตัวเองใช้ไม่เป็น สู้คนรุ่นใหม่กว่าไม่ได้ และขอยอมรับว่าจากคนที่เคยเกาะติดสิ่งเหล่านี้มาตลอดนับสิบปีในแง่ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ การลงทุนและเทคโนโลยีเบื้องหลัง วันนี้ตามไม่ทันอีกต่อไป

ยุคที่เริ่มต้นเรียก E-Commerce เมื่อ 10 ปีที่แล้ว สู่ยุคที่เป็น M-Commerce หรือ Mobile Commerce และในปัจจุบันอาจเรียกว่าเป็นยุค App-Commerce (Application Commerce) คนเข้าเว็บไซต์น้อยลงทุกวัน สวนทางกับการใช้ Application ในรูปแบบต่างๆ และไม่เรียกว่าเป็นยุคโทรศัพท์เคลื่อนที่อีกต่อไป เพราะวันนี้อุปกรณ์อะไร แม้แต่โทรทัศน์ นาฬิกา แว่นตา ก็พาเราเข้าสู่การออนไลน์ได้ ลองสังเกตดูว่าปัจจุบันโทรศัพท์มือถือไม่ค่อยแนบอยู่ที่หูผู้ใช้แล้ว แต่ใช้มือซ้ายถือและมือขวาจิ้มเอา

การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ถือว่าเร็วมาก และหากสังเกตว่าอะไรคือความยั่งยืนของแนวคิดธุรกิจลักษณะนี้ ผู้เขียนสังเกตได้สองประการนั่นคือ การไม่มีค่าบริการทางตรง และการที่ผู้ใช้ได้มีส่วนร่วมในการเติบโตของเทคโนโลยี หรือการได้รับผลประโยชน์ร่วมกันในการใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แนวคิดต่างๆ ของระบบปิดถูกทำลายไปมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามทำระบบให้เกิดการผูกขาดทางเทคโนโลยีกลับสร้างข้อจำกัดให้ตัวเองในแง่การพัฒนา กลายเป็นยิ่งแบ่งปันยิ่งเติบโตและเติบโตจากคนอื่น ซึ่งก็คือผู้ใช้งานนั่นเอง

ข้อสังเกตนี้เห็นได้ชัดเจนมาก หลังการเกิดขึ้นของ Facebook และ Instant Messaging ในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการสร้างรูปแบบธุรกิจ เช่น รถแท็กซี่ การให้บริการจองห้องพักโรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร จนมีผู้กล่าวว่า “บริการเหล่านี้มีมูลค่าสูงกว่า และสามารถให้บริการได้มากกว่าผู้ให้บริการตัวจริงเสียอีก” มีคนสามารถเป็นเจ้าของโรงแรมได้ โดยที่ตัวเองไม่ต้องสร้างโรงแรมเองแม้แต่ห้องเดียว

ทั้งหมดที่เขียนเล่ามาเพื่อสรุปข้อสังเกตนี้ว่า “เทคโนโลยีที่สามารถทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้มีกระบวนการแบ่งปันผลประโยชน์เชิงธุรกิจได้อย่างเป็นธรรม คือเทคโนโลยีที่ยั่งยืน และจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากในอนาคต” และอาจสรุปให้ไกลกว่านี้อีกหน่อยว่า หากนำมาใช้อย่างถูกต้องและถูกเวลาจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำในทุกมุมของระบบเศรษฐกิจได้ดี ลดเพราะมีการแบ่งปันแบบออนไลน์ ทันที ตรงเวลา ตรวจสอบได้ เข้าถึงง่ายจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ผู้ที่จะเข้ามาร่วมให้บริการ และไม่ต้องมีใครส่งเสริมอะไร ดีไม่ดี ระบบตลาดที่ไม่มีใครบังคับได้นี่ล่ะ ไม่ต้องมีการชี้นำแต่ให้แข่งขันเต็มที่ แข่งกันแบ่งปันไม่ใช่แข่งกันกินรวบด้วยระบบปิด

หากสรุปแบบนี้คงไม่ทำให้ผู้อ่านคิดว่าอนุรักษนิยมสุดขั้ว แต่เป็นสายกลางๆ แบบคลำๆ ไปข้างหน้า เพราะประสบการณ์สอนว่าอย่าเชื่อถืออะไรตายตัวเกินไป โดยเฉพาะแนวคิดทุกชนิดของตะวันตกที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน