posttoday
ความรุนแรงจะขยายตัวออกจากชายแดนใต้แล้วหรือ

ความรุนแรงจะขยายตัวออกจากชายแดนใต้แล้วหรือ

14 ตุลาคม 2559

โดย...โคทม อารียา

โดย...โคทม อารียา

เหตุการณ์รุนแรงที่อำเภอตากใบเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2547 และในโอกาสครบรอบ 12 ปีของเหตุการณ์ดังกล่าว ก็คาดกันว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นตามที่เคยเกิดมาแล้วในปีก่อนๆ แต่คำถามที่สำคัญในปีนี้คือ ความรุนแรงนั้นจะจำกัดวงอยู่ในชายแดนใต้ หรือจะขยายตัวออกมาในจังหวัดอื่น

ที่ผ่านมาความไม่สงบที่เริ่มในรอบปัจจุบันเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2547 นั้น ได้จำกัดวงอยู่ในดินแดนทางใต้สุดของประเทศ ซึ่งอาจแสดงถึงเจตนารมณ์ของผู้ก่อเหตุว่ามีเป้าหมายเพื่อปลดปล่อยดินแดนดังกล่าว และก็สอดคล้องกับการประกาศของทางการไทย ว่าปัญหาความไม่สงบชายแดนใต้เป็นปัญหาภายในประเทศไม่เกี่ยวกับการก่อการร้ายสากล และไม่ใช่ปัญหาระหว่างประเทศแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี ถ้าปล่อยให้ความรุนแรงดำรงอยู่ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีกระบวนการที่ทำให้เกิดสันติภาพเชิงลบ (การหยุดยิง) ตลอดจนสันติภาพเชิงบวก (การร่วมมือกันพัฒนา) แล้วละก็ คงไม่มีหลักประกันว่าความรุนแรงจะไม่ขยายตัวออกนอกขอบเขตชายแดนใต้

อุปสรรคประการหนึ่งต่อกระบวนการสันติภาพคือการที่คนส่วนใหญ่ที่อยู่นอกพื้นที่ ไม่ค่อยมีความรู้ หรือความสนใจในปัญหาที่เกิดขึ้น หากคล้อยตามวาทกรรมของผู้มีอำนาจรัฐว่าผู้ที่อาศัยในชายแดนใต้ส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 80) คือคนไทยมุสลิม หากรัฐปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างถูกต้องเป็นธรรม ก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เพราะถึงอย่างไรก็เป็นคนไทยเหมือนกัน มี “ใจเป็นไทย” เหมือนกัน อันที่จริงวาทกรรมของรัฐก็มีส่วนถูก แต่คนในพื้นที่ฟังแล้วอาจรู้สึกว่านี่คือวาทกรรมชาติ (ไทย) นิยม ที่เน้นการบังคับกลมกลืน (Forced Assimilation) และการบูรณาการ แม้จะผ่อนปรนในเรื่องศาสนาและวัฒนธรรม แต่ก็ยังไม่เคารพเท่าที่ควรซึ่งความแตกต่างด้านประวัติศาสตร์ ภาษา และการปกครองท้องถิ่นด้วยตนเอง (Local Self-Government) คนส่วนใหญ่ในพื้นที่อาจรับได้ว่าตนเองเป็นคนไทย (ในความหมายของสัญชาติไทย)-มุสลิม แต่อยากจะเน้นอัตลักษณ์ของตนเองในฐานะคนมลายู (ในความหมายของชาติพันธุ์)-มุสลิมมากกว่า

คนในพื้นที่ชายแดนใต้ (3 จังหวัดไม่รวมสตูล) ส่วนใหญ่ไม่พอใจการปกครองของสยาม และถูกปราบปรามโดยอำนาจรัฐส่วนกลางเรื่อยมา แต่ก็ต่อสู้มาโดยตลอด เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมมลายูของตน เป้าหมายในการต่อสู้คือ (1) ไปรวมกับมลายาอังกฤษ (แต่ต่อมาก็ยกเลิกเป้าหมายนี้) (2) จัดตั้งรัฐเอกราช (แต่ยังมีความเห็นต่างว่าจะเป็นรัฐอิสลาม หรือรัฐสมัยใหม่/โลกวิสัย) (3) หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของเอกราช ก็อาจยอมรับการปกครองท้องถิ่นตามเจตนารมณ์ของคนท้องถิ่นเอง (4) หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในข้อ 3.ก็ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและโอกาสที่เท่าเทียมกันระหว่างคนในพื้นที่ด้วยกันเองและกับคนนอกพื้นที่ อย่างไรก็ดี ความกริ่งเกรงของรัฐไทยตลอดมาคือถ้าให้การยอมรับต่อขบวนการต่อสู้ของคนในพื้นที่ ก็เกรงว่าการบรรลุเป้าหมายในข้อ (4) จะนำไปสู่ข้อ (3) และข้อ (2) ในที่สุด การต่อสู้ประกอบด้วยขบวนการต่างๆ ตามลำดับดังนี้

(1) สมาคมประชาชาติมลายูแห่งปาตานี (Gabongan Melayu Patani Raya GAMPAR) ตั้งขึ้นโดยเจ้าชายพลัดถิ่นแห่งปาตานี ตนกู มะหะหมัด มายุดดิน ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

(2) ขบวนการประชาชนปาตานี (Patani People’s Movement PMM) นำโดย ฮัจยี สุหลง อับดุล กาเดร์ ซึ่งยื่นข้อเรียกร้อง 7 ข้อแก่รัฐบาลไทยในปี  2490 มีความโดยย่อดังนี้

- ให้มีผู้ปกครองใน 4 จังหวัดที่เป็นคนในพื้นที่และได้รับเลือกจากคนในพื้นที่

- ให้ข้าราชการร้อยละ 80 เป็นคนในพื้นที่

- ให้ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาราชการควบคู่ไปกับภาษาไทย

- ให้ใช้ภาษามลายูเป็นสื่อในการเรียนการสอนระดับประถม

- ให้มีศาลพิจานณาคดีตามกฎหมายอิสลาม

- ภาษีและรายได้ที่จัดเก็บ ให้ใช้ใน 4 จังหวัดเท่านั้น

- ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีอำนาจออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติทางศาสนา

(3) เมื่อ GAMPAR และ PPM ยุติบทบาทลง อดีตสมาชิกได้ร่วมกันก่อตั้งแนวร่วมปลดปล่อยประชาชาติปาตานี (Barisan Nasional Pembebasan Patanii BNPP) ขึ้นในปี  2502 แต่ต่อมาในคริสต์ทศวรรษ 1980 ได้เปลี่ยนชื่อ โดยใช้คำว่า Islam แทน Nasional และใช้ชื่อย่อว่า BIPP ซึ่งเป็นการเน้นศาสนาแทนชาติพันธุ์

(4) ด้วยความเห็นทางศาสนาและวิธีการสู้รบที่ต่างกัน จึงมีการก่อตั้งแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ (Barisan Revolusi Nasional BRN) ขึ้นในปี  2506 สาขาหนึ่งของบีอาร์เอ็นหรือ BRN Coordinate คือกองกำลังหลักในการต่อสู้กับรัฐไทยในปัจจุบัน

(5) ในปี  2511 ได้มีการก่อตั้งองค์กรปลดปล่อยสหปาตานี (Patani United Liberation Organization PULO) ขึ้น ปัจจุบันแบ่งเป็นสามกลุ่ม ใช้ชื่อย่อว่า PULO-P4, PULO-dspp,
และ PULO-mkp

(6)  ในคริสต์ทศวรรษ 1980 รองประธาน BIPP ได้แยกตัวออกมาจัดตั้งขบวนการมูจาฮีดินปาตานี (Gerakan Mujahidin Patani GMP) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นขบวนการมูจาฮีดินอิสลามปาตานี หรือ GMIP

(7) ในการพูดคุยสันติภาพรอบแรกภายในกรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คู่สนทนากับตัวแทนรัฐบาลไทยคือบีอาร์เอ็น โดยทั้งสองได้ลงนามในข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2556 โดยมีตัวแทนรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก แต่บีอาร์เอนก็ยื่นข้อเสนอให้เปลี่ยนสถานะของมาเลเซียเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ตลอดจนให้มีพยานจากประเทศอาเซียน องค์กรโอไอซี และองค์กรเอ็นจีโอ ให้ปล่อยผู้ที่ถูกควบคุมและยกเลิกหมายจับในคดีความมั่นคง และให้ยอมรับว่าบีอาร์เอ็นเป็นขบวนการปลดปล่อยชาวปาตานี ไม่ใช่กลุ่มแบ่งแยกดินแดน

(8) ในการพูดคุยรอบสอง รัฐบาลใช้คำว่าการพูดคุยสันติสุขแทนการพูดคุยสันติภาพ อีกทั้งมีการเปลี่ยนคู่สนทนาเป็นองค์กรร่วมภายใต้ชื่อว่า Majlis Syura Patani หรือชี่อย่อว่า Mara Patani ก่อตั้งในเดือนมีนาคม 2558 ประกอบด้วย บีอาร์เอ็น แอคชั่น กรุ๊ป, BIPP, PULO ทั้งสามกลุ่ม, และ GMIP การพูดคุยรอบสองดำเนินมาปีกว่าแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน

ที่กล่าวมานี้ หวังว่าจะช่วยให้รู้จักกับขบวนการต่อสู้ในชายแดนใต้ และหวังว่าการรู้จักกันมากขึ้นอาจช่วยให้เกิดผลสำเร็จในการพูดคุย และลดความเสี่ยงที่ความรุนแรงจะขยายตัวไปยังพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน