posttoday
เฟดใส่เกียร์ขึ้นดอกเบี้ย เอกชนกุมขมับดอลลาร์แข็ง

เฟดใส่เกียร์ขึ้นดอกเบี้ย เอกชนกุมขมับดอลลาร์แข็ง

14 ตุลาคม 2559

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยผลรายงานการประชุมสำหรับการประชุมเมื่อเดือน

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยผลรายงานการประชุมสำหรับการประชุมเมื่อเดือน ก.ย. ระบุว่า เฟดควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้แล้ว แต่ควรรอดูตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งยังมีช่องว่างพอที่จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก โดยตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 1-2 พ.ย.นี้ เนื่องจากต้องการรอดูผลการเลือกตั้งสหรัฐในวันที่ 8 พ.ย.เสียก่อน แต่คาดความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.นี้ไว้ถึง 68%

การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นหนึ่งในมาตรการกลับสู่ภาวะปกติของเฟด เพื่อป้องกันเศรษฐกิจจะเติบโตจน “โอเวอร์ฮีต” จากการใช้มาตรการผ่อนคลายการเงินอย่างเข้มข้นมายาวนาน อย่างไรก็ตาม สัญญาณหรือการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในแต่ละครั้ง ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามาตลอดนับตั้งแต่ปี 2015 ที่ผ่านมา และกดดันกำไรของภาคเอกชนสหรัฐมาตลอด 5 ไตรมาสที่ผ่านมา รวมถึงยังจะกดดันผลกำไรไตรมาสล่าสุดที่กำลังจะทยอยประกาศเสียด้วย

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงสัปดาห์หน้า จะเป็นช่วงเปิดเผยรายรับของบริษัทในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ทว่ากลับเริ่มต้นด้วยความเงียบเหงา ดูจากการประเมินของแบงก์ ออฟ อเมริกาแล้ว มีเพียง 21 บริษัท ในเอสแอนด์พี 500 เท่านั้น ที่มีการเปิดเผยการประมาณการรายได้ ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 1 ใน 3 ของปกติในช่วงไตรมาส 3 อีกด้วย ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งสหรัฐ ประกอบกับการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นไปอีก

ความกังวลดังกล่าวทำให้ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวลดลงไป 1% เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในวันที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา บริษัท อิลลูมินา บริษัทไบโอเทคโนโลยี ปรับตัวลงแรงที่สุดถึง 26% หลังรายงานรายได้ประจำไตรมาส 3 อยู่ที่เพียง 607 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.1 หมื่นล้านบาท) ผิดคาดการณ์ของบรรดานักวิเคราะห์และตัวบริษัทเองที่ราว 625-630 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.18-2.2 หมื่นล้านบาท)

ล่าสุด อัลโค อิงค์ ผู้ผลิตเหล็กชนิดเบา เปิดเผยรายได้ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 5,210 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.82 แสนล้านบาท) ต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ที่ 5,330 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.86 แสนล้านบาท) โดยอัลโค ระบุว่า รายรับที่ไม่ตรงกับเป้าหมายนั้น เป็นผลมาจากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น

ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าเทียบค่าเงินเยนราว 14% โดยแม้ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะยังคงไม่แข็งค่าทำจุดสูงสุดเช่นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่ในช่วง 7 วันใน 8 วันทำการที่ผ่านมา ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นไปตลอด และแข็งค่าขึ้นไปเกือบ 4% จากคาดการณ์ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้สินทรัพย์ในสกุลเหรียญสหรัฐน่าดึงดูดกว่าสกุลเงินอื่น

พาวิลอน โกลบอล มาร์เก็ต บริษัทที่ปรึกษาในแคนาดา ได้พูดคุยกับบริษัท 25 แห่ง ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอสแอนด์พี 500 และพบว่ามีถึง 15 บริษัทจากทั้งหมด 25 แห่ง ระบุการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินเหรียญสหรัฐจะเป็นปัจจัยกดดันรายได้ของภาคเอกชนในไตรมาส 3 ของปีนี้

การเปิดช่วงรายงานผลรายรับที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังสือพิมพ์ไฟแนนซ์ไทมส์ จะรายงานว่ามีความเป็นไปได้ที่รายได้ของบริษัทในเอสแอนด์พี 500 จะลดลงราว 1% ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

“ถ้าเฟดเดินหน้าและขึ้นดอกเบี้ยในจุดนี้ ปัญหาค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าจะกลายเป็นปัญหาใหญ่กว่าเดิม ปัญหาดังกล่าวกลับมาเป็นปัจจัยหลักในช่วงการรายงานผลรายได้ในไตรมาสนี้ ผมไม่มั่นใจว่าปัญหาจะหายไปในเร็วๆ นี้ และดูเหมือนเอกชนสหรัฐจะเคยชินกับค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ในตอนนี้ค่าเงินไม่ได้อ่อนค่า” อเล็กซ์ เบลเฟลอร์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจมหภาคและนักกลยุทธ์ของพาวิลอน กล่าว

ที่ผ่านมาภาคเอกชนของสหรัฐต่างได้ประโยชน์จากค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าจากการใช้นโยบายการเงินอย่างเข้มข้น ทั้งการลดดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์ และการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008

เฟดระบุในเว็บไซต์ของตัวเองว่า การใช้นโยบายการเงินมีความสำคัญอย่างมากต่ออัตราเงินเฟ้อ โดยเมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง จะส่งผลให้แรงซื้อทั้งสินค้าและบริการเข้มแข็งขึ้น และจะช่วยให้ค่าแรง รวมถึงต้นทุนอื่นๆ สูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากความต้องการแรงงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ค่าแรงชาวสหรัฐขยายตัวขึ้นราวปีละ 2% ระหว่างปี 2010-2015 โดยแม้จะต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ที่ค่าแรงขยายตัวมากถึงราว 4% แต่การขยายตัวของค่าแรงก็สร้างความปวดหัวให้กับบริษัทเอกชนเช่นกัน โดยพาวิลอน พบว่าบริษัท 5 ใน 25 แห่ง ที่สำรวจนั้น ให้ปัจจัยค่าแรงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยอันดับ 2 ที่กดดันรายได้ของภาคเอกชนในไตรมาส 3

การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น โดยบริษัทสหรัฐบางแห่งยังมีการจ้างงานบริษัทที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศให้เป็นผู้ผลิต ซึ่งค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าจะเป็นประโยชน์กว่าสำหรับบริษัทเหล่านี้

นอกเหนือจากปัจจัยด้านค่าเงินเหรียญสหรัฐและแรงงานแล้ว เอกชนสหรัฐยังมีความกังวลต่อการถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต ซึ่งทำให้ค่าเงินปอนด์ร่วงลงอย่างหนักกลับไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 31 ปีอีกครั้ง เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ หรือในอีกนัยหนึ่งคือ ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินปอนด์ โดยแข็งค่าเทียบค่าเงินปอนด์ของอังกฤษไปแล้ว 17.41% ตลอดช่วงปี 2016 ที่ผ่านมา

นอกเหนือจากเบร็กซิตแล้ว เอกชนสหรัฐยังคงมีความกังวลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะถึงในวันที่ 8 พ.ย.อีกด้วย เช่นเดียวกับที่ตลาดต่างคาดการณ์ว่าเฟดจะรอดูผลการเลือกตั้งสหรัฐเสียก่อน และยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 1-2 พ.ย.ที่จะถึงนี้

“ความไม่แน่นอน” จึงจะกลายเป็นคำพูดที่ดูเหมือนจะกลายเป็นความปกติไปแล้วในช่วงนี้ ท่ามกลางกระแสการเลือกตั้งสหรัฐที่ใกล้เข้ามาทุกที

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว