posttoday
หยวนอ่อนเอกชนย่ำแย่ หวั่นหนี้ระเบิดใส่ภาคธนาคาร

หยวนอ่อนเอกชนย่ำแย่ หวั่นหนี้ระเบิดใส่ภาคธนาคาร

13 ตุลาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

หลายสถาบันระดับโลก เช่น บรรดาสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือน "วิกฤตหนี้" ของจีน หลังเศรษฐกิจจีนพึ่งพาการก่อหนี้ผลักดันการขยายตัวมาโดยตลอด ก่อนหันหลังให้กับวิธีการดังกล่าว และหันไปพึ่งพาภาคการบริการและแรงซื้อภายในประเทศแทน ตามที่ระบุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ซึ่งเปิดเผยเมื่อต้นปี 2016 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในภาคการบริการที่สำคัญยังประกอบไปด้วยการบริการจากภาคธนาคาร ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ต้องแบกรับภาระหนี้เน่ามหาศาลหากเอกชนล้มละลาย ในขณะที่ค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงมาตลอดตั้งแต่เงินหยวนของจีนเข้าเป็นหนึ่งในตะกร้าค่าเงิน (เอสดีอาร์) ของไอเอ็มเอฟอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ยังส่งผลกระทบให้มูลค่าหนี้ของภาคเอกชนที่มักอยู่ในสกุลต่างชาติเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

ภาคเอกชนมีหนี้ในสกุลต่างชาติอย่างเหรียญสหรัฐและยูโรปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งอยู่ที่ 4.13 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) เป็น 1.94 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.7 ล้านล้านบาท) ในปี 2016 ขณะที่ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง 3.3% ตลอดปี 2016 นี้ ต่อเนื่องจากปี 2015 ที่ลงไปแล้ว 4.4%

แม้ค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงไป จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในการส่งออกของจีน เช่น ในอัตราแลกเปลี่ยน 6 หยวน/เหรียญสหรัฐ เท่ากับขายของให้สหรัฐในราคา 1 เหรียญสหรัฐ และได้เงินกลับประเทศ 6 หยวน เมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนที่หยวนอ่อนค่ากว่าอย่าง 7 หยวน/เหรียญสหรัฐ จะส่งผลให้ขายในราคา 1 เหรียญสหรัฐเท่าเดิม แต่ได้เงินกลับประเทศเพิ่มเป็น 7 หยวน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับปริมาณหนี้ในสกุลต่างชาติ เช่น กู้ยืมเงินในสกุลเหรียญสหรัฐที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ/6 หยวน แต่เมื่อค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงกลับต้องจ่ายหนี้ 1 เหรียญสหรัฐ ในราคา 7 หยวนแทน ขณะเดียวกันค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลง จะส่งผลให้เกิดเงินทุนไหลออกมากขึ้น ซึ่งเป็นวงจรอันตรายที่ทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงไปอีก และยิ่งกระทบต่อปริมาณหนี้ในสกุลต่างชาติ

ภาคธนาคารต้องเตรียมรับมือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เกิดจากภาคเอกชน โดยสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) คาดการณ์ว่าปริมาณหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งหมดในเอกชนจีนที่ใหญ่ที่สุด 200 แห่งในปีนี้ อาจทำให้ภาคธนาคารจีนต้องเพิ่มทุนเพื่อรองรับหนี้เน่าสูงสุดถึง 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 59 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2020 ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุด และแม้ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่รองลงมา จีนก็ต้องเพิ่มทุนอยู่ดีราว 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17 ล้านล้านบาท)

เอสแอนด์พี คาดการณ์ว่าในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ปริมาณหนี้ต่อรายได้ของภาคธนาคารจีนที่อยู่ที่ 5.6% เมื่อปี 2015 จะขยายตัวไปถึง 11-17%

ก่อนหน้านี้ ฟิทช์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับเครดิต ออกโรงเตือนว่าระดับหนี้เสียที่แท้จริงของจีนนั้นอาจสูงกว่าตัวเลขการรายงานจากทางการจีนถึง 10 เท่า โดยอาจอยู่ที่ 15-21% จากตัวเลขของทางการจีนที่ 1.8% ซึ่งเอ็นพีแอลจีนยังมีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้นต่อเนื่องอีกในระยะกลาง ทำให้รัฐบาลจีนอาจต้องใช้เงินถึง 7.4-13.6 ล้านล้านหยวน (ราว 38.1-72.7 ล้านล้านบาท) ในการแก้ปัญหา

ภาคส่วนธนาคารของจีนเป็นภาคส่วนที่อ่อนแออยู่แล้ว โดยสินทรัพย์โดยเฉลี่ยของธนาคารจีนที่ใหญ่ที่สุด 4 แห่ง เพิ่มขึ้นเพียง 8% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับการขยายตัวในระดับเลข 2 หลักเมื่อ 4 ปีก่อน ท่ามกลางการแข่งขันสูงในภาคธนาคารและธนาคารเงา

นอกจากนี้ เพื่อสร้างผลกำไรที่สูญเสียกลับมา ภาคธนาคารรายใหญ่หันไปดำเนินกิจกรรมนอกงบดุล โดยจากข้อมูลของเครดิตไซท์ ศูนย์วิจัยอิสระในสหรัฐ พบว่าการออกผลิตภัณฑ์บริหารสินทรัพย์ของภาคธนาคารในช่วงปลายปี 2015 อยู่ที่ 8% ของสินทรัพย์ทั้งหมด เพิ่มขึ้นมากถึง 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งภาคธนาคารเก็บได้รายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล่านี้

รัฐบาลจีนไม่ได้นิ่งนอนใจในการแก้ไขปัญหาหนี้ของภาคเอกชนที่สูงขึ้นจากระดับต่ำกว่า 100% ในปี 2008 เป็นราว 160% ของขนาดเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยหนึ่งในมาตรการที่จะลดปริมาณหนี้ของภาคเอกชนจีนซึ่งออกใช้เมื่อเร็วๆ นี้ คือ มาตรการหุ้นแลกหนี้ ซึ่งอนุญาตให้ภาคเอกชนนำหนี้ที่มีมาเปลี่ยนเป็นหุ้นให้ธนาคาร

ก่อนหน้าที่จะมีการออกมาตรการดังกล่าว ภาคธนาคารจีนมีความกังวลว่าหุ้นที่ได้มาจะกลายเป็นหุ้นที่ด้อยคุณค่า และยิ่งทำให้ภาคธนาคารขาดสภาพคล่อง เนื่องจากภาคธนาคารต้องเพิ่มปริมาณเงินทุนสำรองเพื่อชดเชยกับหุ้นด้อยคุณค่า ขณะที่บางส่วนกังวลว่าการใช้มาตรการดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลืออุ้มบริษัทที่ใกล้ตาย เช่น บริษัทในภาคส่วนผลิตเกิน ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงกำหนดให้มาตรการดังกล่าวใช้เฉพาะกับเอกชนที่มีผลการดำเนินการดีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจีนจะมีข้อกำหนดดังกล่าว แต่หนึ่งในผู้บริหารของธนาคารที่ใหญ่ที่สุด 4 แห่งของจีน เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัลว่า ถ้าบริษัทดีจริงก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเปลี่ยนหนี้ที่มีไปเป็นหุ้นให้ภาคธนาคารถือ อย่างไรก็ตาม หากภาคเอกชนย่ำแย่จริง ภาคธนาคารก็ไม่ต้องการถือหุ้นที่มีมูลค่าต่ำของภาคเอกชน โดยการกำหนดข้อกำหนดดังกล่าวนับเป็นการปล่อยให้ตลาดเป็นผู้ตัดสินใจเอง

"จะไม่มีข้อตกลงหุ้นแลกหนี้ใดๆ เกิดขึ้น ถ้าหากรัฐบาลปล่อยให้ตลาดตัดสินใจเช่นนี้" ผู้บริหารคนดังกล่าวระบุ

ปัญหาหนี้ที่วนเวียนระหว่างภาคเอกชนและภาคธนาคารยังคงไม่ไปไหน โดยภาคเอกชนมักจะกู้ยืมเพิ่มเพื่อมาชำระหนี้เก่า ส่งผลให้หนี้แทนที่จะก่อให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ และสร้างแรงซื้อภายในประเทศ กลับต้องชะงักวนเวียนอยู่ระหว่างเอกชนและธนาคาร

ภาคธนาคารจึงเผชิญความเสี่ยงที่ต้องแบกรับหากภาคเอกชนเกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้น และหากภาคธนาคารพากันล้ม จะกลายเป็นปัญหาเพิ่มเติมให้รัฐบาลจีนต้องแก้ไขตามเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง ท่ามกลางเศรษฐกิจแดนมังกรที่ชะลอตัวลงในภาวะ "นิวนอร์มอล"

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก