posttoday
จับตาปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

จับตาปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจโลก

12 ตุลาคม 2559

ปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยในงานเสวนา The WISDOM Wealth Avenue 2016 “Investor’s Next Move รู้รอบทิศ พิชิตการลงทุน” ว่า มี 5 ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยและต้องจับตา ได้แก่ 1.กรณีธนาคารดอยช์แบงก์ 2.การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 3.การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) 4.ภาวะเศรษฐกิจของประเทศจีน และภาพรวมเศรษฐกิจยุโรป และกรณีอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิต

ปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยในงานเสวนา The WISDOM Wealth Avenue 2016 “Investor’s Next Move รู้รอบทิศ พิชิตการลงทุน” ว่า มี 5 ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยและต้องจับตา ได้แก่ 1.กรณีธนาคารดอยช์แบงก์ 2.การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 3.การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) 4.ภาวะเศรษฐกิจของประเทศจีน และภาพรวมเศรษฐกิจยุโรป และกรณีอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิต

ทั้งนี้ จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ธนาคารประเมินว่า เศรษฐกิจแกนหลักของโลก ทั้งจีนและยุโรปจะอ่อนแออย่างต่อเนื่อง แต่ไม่น่าจะสร้างวิกฤตรอบใหม่ และประเทศสหรัฐจะสามารถฟื้นตัวได้ในปี 2560 ดังนั้นจึงส่งผลต่อตลาดการเงินโลกและไทยที่มีความผันผวน และต้องติดตามข้อสรุปของปัจจัยข้างต้น โดยประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย (จีดีพี) ในปี 2560 จะอยู่ที่ 3.3% ใกล้เคียงกับปี 2559 รวมถึงการส่งออกของประเทศไทยจะขยายตัวไม่ถึง 1% และค่าเงินบาทของไทยในช่วงปลายปี 2560 คาดว่าจะแตะที่ระดับ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ อีกทั้งอยากให้รัฐบาลเร่งลงทุนโครงการต่างๆ ตามที่ประกาศไว้เพื่อส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย

สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย คือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าในช่วงปี 2560 เฟดจะปรับดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง และในปี 2559 อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง จึงมีผลให้ดอกเบี้ยเฟดในปี 2560 จะขยับมาที่ 1-1.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 0.25-0.50% หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้เงินโยกย้ายกลับไปที่ประเทศสหรัฐ และจะมีผลทำให้ค่าเงินบาทของไทยในช่วงปลายปี 2560 อยู่ในระดับ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่วนอัตราดอกเบี้ยของไทย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม เพื่อผลักดันเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง และเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบไม่เกิน 2.2%

ขณะที่เศรษฐกิจจีนขณะนี้กำลังมีปัญหา โดยสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีสูงถึง 254% และหนี้ภาคเอกชน 170% ต่อจีดีพี และทิศทางราคาบ้านในจีนสูงขึ้นมาก แต่เชื่อว่ารัฐบาลของประเทศจีนจะสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ และจะใช้เครื่องมือ การเงิน การคลัง ดูแลไม่ให้ปัญหาลุกลามต่อไป โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ประเมินว่า เศรษฐกิจของจีนในปี 2559 จะขยายตัว 6.6% ส่วนปี 2560 จะขยายตัว 6.2% ซึ่งประเทศจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยที่มีส่วนแบ่ง 10.2% ของการส่งออก

อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้นไม่น่ากังวลว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยมากนัก แต่สิ่งที่ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงจะเป็นเรื่องการก่อการร้ายจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยสูงสุด เนื่องจากรายได้หลักของประเทศมาจากการท่องเที่ยว โดยขณะนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศจำนวน 32-33 ล้านคน และยอดเข้าพักในโรงแรมมีในสัดส่วนสูงถึง 70-90% โดยการท่องเที่ยวขยายตัว 11-12% รายได้เพิ่มขึ้น 14% เป็นวงเงิน 1.8 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไทยเติบโตต้องมาจากการที่ผู้ประกอบการมุ่งปรับตัวและขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอาเซียน กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีผ่านการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน มูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาท และประเทศซีแอลเอ็มวีจีดีพีขยายตัว 6-7% รวมถึงมุ่งปรับนวัตกรรมสร้างธุรกิจและขยายสู่ออนไลน์ อีกทั้งที่ผ่านมาจีดีพีของประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยภาคการเกษตร จะต้องเร่งทำให้เกษตรไทยปรับสู่เกษตรที่มีเทคโนโลยี นวัตกรรมให้ได้

เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยที่น่ากังวลมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจประเทศจีน ที่ถือเป็นหัวจักรสำคัญของเศรษฐกิจในเอเชีย อัตราการขยายตัวชะลอลงมีผลต่อเศรษฐกิจในเอเชียทั้งหมด แต่ทั้งนี้การที่ประเทศจีนมุ่งปรับนโยบายประเทศผลิตสินค้ามีคุณภาพก็เป็นผลดีต่อไทย ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพจากไทยสูงขึ้น อีกทั้งภาคเอกชนมีความกังวลเรื่องความไม่สงบและการก่อการร้ายจะมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เพราะการเติบโตจะมาจากความต้องการซื้อในประเทศ ประเมินว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะขยายตัวต่อเนื่อง 5-10 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ใน กทม. และปริมณฑลจะเติบโต 5% ทุกปี โดยนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม จะผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค