
ฝนตก รถติด กับพายุเฮอริเคน
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
พักนี้ผมเห็นใครต่อใครพากันบ่นเรื่องฝนตกรถติด ผมเองเจอปัญหานี้เหมือนคนอื่น แต่เลิกบ่นมานานแล้ว เพราะต้องผจญปัญหานี้มาตั้งแต่หนุ่มจนแก่เลยเคยชินกับการติดอยู่บนรถทีละ 2-3 ชม. แล้วก็รู้ว่าบ่นไปก็เท่านั้น ไม่มีใครที่จะแก้ปัญหานี้ได้ตราบเท่าที่ปริมาณรถยนต์บนถนนยังเพิ่มขึ้นปีละ 2-3 แสนคัน ต่อให้ขยายพื้นผิวการจราจรออกไปเท่าไร นับวันรถก็จะติดเพิ่มขึ้น
ผมกล้าพูดอย่างไม่เกรงใจใครเพราะผ่านประสบการณ์เรื่องนี้มานานกว่า 40 ปี จากเดิมที่รถติดเพราะถนนสายหลักจากเมืองมาแถวหมู่บ้านเป็นถนน 2 ช่องทางรถวิ่งสวนกัน ต่อมามีการแก้ไขปัญหาโดยขยายช่องทางจราจรเป็นถนน 4 ช่องทาง รถติดน้อยลงแค่ปีสองปี แล้วก็ติดเหมือนเดิม ปัจจุบันขยายเป็นถนน 6 ช่องทางวิ่ง รถก็ยังติดและดูเหมือนจะติดหนักขึ้นไปอีกเพราะปริมาณรถยนต์บนถนนเพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้น การตัดถนนเพิ่มขึ้นหรือการขยายพื้นผิวถนนจึงไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหารถติดในกรุงเทพฯ อย่างแน่นอน ตราบเท่าที่คนกรุงเทพฯ ยังจำเป็นต้องขับรถไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียน ส่งเมียไปทำงาน เพราะบ้านโรงเรียนและที่ทำงานอยู่กันคนละทิศละทาง และไม่มีระบบการขนส่งมวลชนเข้าถึงในราคาค่าโดยสารที่เหมาะสมกับรายได้ของคนจำนวนมากที่มีรายได้น้อยอย่างรถเมล์พ่วงหรือรถรางพ่วงซึ่งบ้านเรามองว่าเป็นสิ่งกีดขวางทางการจราจร
เราจึงน่าจะสร้างแนวความคิดใหม่ว่าระบบขนส่งมวลชนอย่างรถเมล์พ่วงหรือรถรางนั้นน่าจะเป็นรถที่ได้รับสิทธิที่จะใช้ถนนเหนือรถยนต์ราคาแพงคันละหลายๆ ล้านแต่มีเจ้าสัวนั่งคนเดียว หรือรถขบวนของผู้มีอำนาจทางการเมืองที่วิ่งตามกันขบวนละ 3-4 คัน ถ้ารถขนส่งมวลชนอย่างเส้นทางรถเมล์พ่วงหรือรถรางพ่วงจะทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวช้าลง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะรถยนต์สมัยนี้ติดเครื่องปรับอากาศมีเครื่องเสียงฟังแก้เหงาแก้เซ็งอยู่แล้ว
ผมว่าถ้าเราเปลี่ยนลำดับความสำคัญของสิทธิในการใช้ถนนใหม่อย่างที่ว่า อาจลดจำนวนรถยนต์บนถนนลง ดีกว่าการให้วิ่งเลขคู่เลขคี่และไม่ทำให้คนที่มีรถคันเดียวใช้งานเดือดร้อน เพราะระบบการขนส่งมวลชนในเมืองแบบที่ว่านั้นราคาถูกกว่าและเข้าถึงผู้ใช้ได้ทั่วถึงกว่าระบบรถไฟฟ้าที่กำลังจะสร้างกันหลายสายหรืออย่างน้อยก็เป็นการเสริมระบบขนส่งมวลชนให้เต็มรูปแบบยิ่งขึ้นเหมือนในต่างประเทศ
ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ถ้าจะยอมยกพื้นที่ถนนส่วนหนึ่งให้เป็นเส้นทางจักรยานจริงๆ ร่วมไปกับเส้นทางรถเมล์พ่วงหรือรถรางแบบมีลูกวัววิ่งบนถนน ผมว่ายังจะทำให้คนจำนวนมากหันมาใช้รถจักรยานเพื่อไปทำธุรกิจในชีวิตประจำวันเหมือนในต่างประเทศมากขึ้น ไม่ใช่การปั่นจักรยานเพื่อการแข่งขันหรือออกกำลังกายเท่านั้น
ที่ว่ามาก็แค่เป็นเรื่องฝันกลางวันเท่านั้น เพราะทราบว่าการเปลี่ยนทัศนคติให้รถขนส่งมวลชนมีสิทธิเหนือกว่ารถยนต์ในบ้านเมืองนี้เป็นเรื่องยากและต้องมีผู้บริหารบ้านเมืองที่มีความมุ่งมั่นทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ สูงมาก แต่ลึกๆ หวังว่าจะมีใครสักคนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเก็บเอาไปศึกษาความเป็นไปได้ดูเพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางให้คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ที่ไม่มีรถยนต์ใช้หรือจำเป็นต้องผ่อนรถยนต์มาใช้เพราะไม่มีทางเลือกอื่น
ผมคงต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่พาออกนอกลู่นอกทางไปนาน ไปเขียนบทความที่ตัวเองไม่มีความรู้ความชำนาญ คือเรื่องของการจัดการจราจรในกรุงเทพฯ เพราะเดิมตั้งใจจะเขียนเรื่องของประเทศที่น่าสงสารที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง คือ ประเทศเฮติ ที่เมื่อวันสองวันที่ผ่านมาถูกพายุเฮอริเคนชื่อ แมทธิว ถล่มจนมีคนตายไปแล้ว 900 กว่าคน และผู้คนหลายหมื่นคนไม่มีที่อยู่เพราะถูกลมฝนถล่ม และองค์การยูนิเซฟออกข่าวว่า มีเด็กๆ นับล้านคนตกอยู่ในอันตราย และขอให้ชาวโลกร่วมบริจาคช่วยเหลือเด็กๆ เหล่านี้ ท่านผู้อ่านที่มีจิตศรัทธาก็น่าจะบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ผ่านองค์การยูนิเซฟได้ เพราะดูข่าวความเสียหายจากพายุลูกนี้แล้วเรียกได้ว่าพายุได้กวาดบ้านเมืองจนเรียบเป็นหน้ากลองไม่มีอะไรเหลือ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือจากชาวโลกคงต้องมีคนตายเพิ่มขึ้นอีกมากมายอย่างแน่นอน
พายุลูกนี้ถล่มทั้งเฮติ และรัฐชายฝั่งทะเลด้านใต้ของสหรัฐ เช่น รัฐฟลอริดา แต่จำนวนผู้เสียชีวิตคงไม่สูงเหมือนที่เฮติ แม้ว่าสื่อต่างประเทศจะออกข่าวพายุถล่มที่สหรัฐมากกว่าที่เฮติ ถือว่าเป็นพายุที่มีความรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี ของสหรัฐ
เฮติเป็นประเทศเล็กๆ อยู่ในทะเลแคริบเบียน มีประชากรประมาณ 10 ล้านคน แต่เป็นประเทศที่เหมือนถูกสาป เพราะเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้วก็เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.0 บนสเกลวัดทำให้มีคนเสียชีวิตไปกว่า 1 แสนคน และเพิ่งฟื้นฟูบ้านเมืองให้เข้ารูปเข้ารอยได้เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เพราะได้รับความช่วยเหลือจากประเทศเพื่อนบ้านคือสหรัฐ ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีกับเฮติ ทำให้เฮติสามารถส่งสินค้าเข้าไปขายในสหรัฐได้ โดยสินค้าทุกชนิดที่ผลิตในเฮติจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐ จึงมีการลงทุนทั้งจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศเข้าไปตั้งโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น สิ่งทอในเฮติ เพราะได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษี และต้นทุนขนส่ง เพราะประเทศนี้อยู่ใกล้สหรัฐ ทั้งค่าแรงงานค่อนข้างถูกเพราะเดิมเป็นประเทศเกษตรกรรมผลิตสินค้าเกษตรอย่างเช่น โกโก้ กาแฟ หรือมะม่วง เพื่อส่งไปขายในสหรัฐและประเทศเพื่อนบ้าน
แต่พอตั้งหลักปักฐานได้ก็ถูกซ้ำเติมโดยพายุเฮอริเคนแมทธิวอีกจนไม่มี อะไรเหลือ และคงยากที่จะฟื้นตัวได้อีก เพราะนักลงทุนคงจะเข็ดขยาดกับภัยธรรมชาติที่ประเทศนี้ต้องเผชิญอย่างสาหัสสากรรจ์ในแต่ละครั้ง
แต่ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า ในขณะที่ประเทศชาติต้องถูกทำลายด้วยภัยธรรมชาติ นักการเมืองผู้ปกครองประเทศนี้ก็ยังทำมาหากินกับความทุกข์ยากของประชาชน อย่างเมื่อเกิดแผ่นดินไหว รัฐบาลประกาศว่ามีคนเสียชีวิตถึง 3 แสนกว่าคน แต่ไม่มีใครเชื่อถือตัวเลขที่รัฐบาลแจ้งเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศที่ประเมินตัวเลข ผู้เสียชีวิตไว้ระหว่าง 1 แสน-1.6 แสนคน ประเทศนี้จึงกลายเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ในขณะประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกันในทะเลแคริบเบียนสามารถพัฒนาให้ประชาชนกินดีอยู่ดีโดยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เพราะมีธรรมชาติที่สวยงามเหมือนประเทศเขตร้อนแต่อยู่ติดกับสหรัฐ
ส่วนเฮติเองถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐก็ยากที่จะยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง เพราะแม้แต่เงินที่ยอมรับกันในการค้าขายในประเทศนี้ก็คือ เงินดอลลาร์สหรัฐมากกว่าเงินสกุลท้องถิ่น ทั้งนี้เพราะแม้ว่าจะมีธรรมชาติที่สวยงามเหมาะแก่การดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นโดยเฉพาะสหรัฐ แต่การที่ประเทศนี้ มีปัญหาการเมืองถูกปกครองโดยผู้นำเผด็จการเป็นเวลานานจนเกิดสงคราม กลางเมืองและต่างประเทศเข้าไปแทรกแซงก็ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการท่องเที่ยวให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ยิ่งเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงทั้งแผ่นดิน ไหวและพายุเฮอริเคนยิ่งทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูประเทศยิ่งยากขึ้น
ที่พูดถึงเรื่องนี้เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ อ่านข่าวพบว่าได้มีการจัดอันดับกรุงเทพ มหานครให้เป็นเมืองท่องเที่ยวติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก โดยนิตยสารท่องเที่ยวระดับโลกแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาก็จัดให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครแห่งการท่องเที่ยวติดอันดับนี้ติดต่อกันมาหลายปีแล้ว
เพราะฉะนั้น จะรถติด น้ำท่วมรอระบายบ้าง เวลาฝนตก กรุงเทพฯ ของเราก็ยังโชคดีกว่าอีกหลายๆ เมืองในโลก อย่างน้อยอย่างมากนานๆ จะมีลมแรงพัดหลังคาบ้านเปิดไปบ้าง ต้นไม้ใหญ่ริมถนนล้มบ้างสร้างความเดือดร้อนรำคาญบ้าง ถ้าเทียบกับความเสียหายจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในต่างประเทศอย่างเฮติแล้วถือว่าเล็กน้อยมากใช่ไหมครับ
สรุปแล้วถึงฝนจะตก รถจะติด น้ำจะท่วมรอระบาย ซึ่งพูดอย่างเป็นธรรม ผมว่ากรุงเทพฯ สมัยนี้ระบายน้ำได้เร็วกว่าสมัยก่อนที่ท่วมข้ามวันข้ามคืน แม้ว่าขยะในท่อระบายน้ำที่คนกรุงเทพฯ ทิ้งไว้จะมากขึ้นไม่น้อยกว่าเดิมแน่นอน ผมก็ขอเลือกที่จะอยู่ในกรุงเทพฯ ต่อไป แต่สงวนสิทธิที่จะบ่นแก้เซ็งบ้างแต่ไม่โทษใครครับ เพราะเชื่อว่าเทวดาก็แก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ไม่ได้







