
อาเซียน‘เสือพึ่งป่า’ สัมพันธ์มะกันใต้ผู้นำใหม่
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
หลังการเลือกตั้งในเดือน พ.ย.นี้ ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่จะเข้ามารับตำแหน่งแทนประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ซึ่งมีนโยบายให้ความสนใจกับเอเชีย รวมถึงอาเซียนด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากการเป็นประธานเปิดบ้านต้อนรับผู้นำอาเซียนเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา
ในท้ายสมัยของโอบามาเริ่มประสบปัญหากับหลายชาติในอาเซียน โดยเฉพาะกับฟิลิปปินส์ ที่แสดงท่าทีลดความสัมพันธ์กับสหรัฐและเข้าหาจีนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยฟิลิปปินส์ยังจะเป็นประธานอาเซียนในปี 2017 อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผู้นำคนใหม่ของสหรัฐจะเป็นใคร และมีนโยบายกับอาเซียนอย่างไร อาเซียนก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพาสหรัฐอยู่ และยังคงไม่อาจคาดเดาได้ว่า ผู้นำคนใหม่ของสหรัฐจะมาในรูปแบบใด
สหรัฐยกเลิกการคว่ำบาตรเมียนมาไปเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดี หลัง อองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาเดินทางไปพบโอบามาที่สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ในประเทศอื่นอย่างไทย สหรัฐมีการลดระดับการฝึกซ้อมร่วมคอบร้าโกลด์ นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2014 ขณะที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรที่ดีกลับต้องสั่นคลอนลง
นอกเหนือไปจากการโจมตีด้วยถ้อยคำหยาบคายของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ต่อโอบามาแล้ว ดูเตอร์เตยังเปิดเผยว่าจะลดขนาดการฝึกซ้อมร่วมกับสหรัฐ เนื่องจากจีนไม่พอใจ ขณะที่กระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ยังพร้อมดึงการลงทุนจากจีนมากขึ้นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ส่วนด้านเวียดนามกำลังเพ่งเล็งกลุ่มพรรคปฏิรูปเวียดนาม ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐ โดยระบุว่ากลุ่มดังกล่าวมีการระดมพลและฝึกซ้อมการใช้อาวุธ รวมถึงยังเป็น
กลุ่มก่อการร้าย
อย่างไรก็ตาม อาเซียนกลับตัดขาดความสัมพันธ์กับสหรัฐอย่างเด็ดขาดไม่ได้ เหตุผลอย่างหนึ่งคือ ตลาดสหรัฐยังคงเป็นตลาดที่สำคัญของอาเซียนในการส่งออกสินค้าไปยังดินแดนพญาอินทรี ภายหลังจากเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของชาติอาเซียนประสบภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง โดยการนำเข้าของจีนปรับตัวลดลง 22 เดือน นับถึงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงแรงซื้อภายในที่ชะลอตัวลงเช่นกัน แม้ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา การนำเข้าของจีนจะเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยอย่างไม่คาดคิด 1.5%
ทว่า ในขณะที่จีนกำลังชะลอตัวนั่นเอง สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานอ้างข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) พบว่า ประเทศเศรษฐกิจอาเซียนใหญ่ที่สุดทั้ง 5 แห่ง จากทั้งหมด 6 แห่ง มีการส่งออกไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่หลายชาติอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีการส่งออกไปจีนในไตรมาสแรกลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในไตรมาสที่ 2 การส่งออกของมาเลเซียไปยังสหรัฐที่เพิ่มขึ้นเกือบ 10% สวนทางกับการส่งออกโดยรวมที่ร่วงลงไปมากเกือบ 15% เช่นเดียวกับอินโดนีเซียก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย สวนทางกับการส่งออกโดยรวมที่ลดลง ขณะที่เวียดนามมีการส่งออกไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้นมากถึง 20% และสิงคโปร์มีการส่งออกไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้น 10% ส่วนไทยการส่งออกไปยังสหรัฐก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน
“สหรัฐกลายเป็นตลาดไม่กี่แห่งที่แรงซื้อยังคงเติบโต สหรัฐเคยเป็นแหล่งขับเคลื่อนของเอเชีย แต่ก็สูญเสียให้กับจีน และตอนนี้ก็กลับมาอีกครั้ง” ตรินเหงียน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากนัททิซิส ธนาคารเพื่อการลงทุนสัญชาติฝรั่งเศสในฮ่องกง กล่าว
จากตัวเลขดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของข้อตกลงด้านการค้าอันมีประโยชน์ต่อการส่งออกของอาเซียนไปยังสหรัฐ ท่ามกลางกระแสต่อต้านการค้าเสรีและการถือกำเนิดขึ้นของลัทธิปกป้องการค้า แต่การค้าเสรีก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในด้านการกระจายรายได้จากประเทศที่มีกำลังซื้อสูงไปยังประเทศกำลังพัฒนา แม้จะมีข้อตกลงด้านสิทธิบัตรยาที่ทำให้ต้นทุนด้านสุขภาพของชาติกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นตามข้อตกลงการค้าเสรีสมัยของสหรัฐ
ขณะเดียวกัน สหรัฐนับเป็นตลาดขนาดใหญ่และนำเข้าสินค้าและบริการรวมมูลค่า 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 77 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับจีนที่มีการนำเข้าเป็นมูลค่าทั้งหมด 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 56 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐทั้ง 2 คน ไม่ว่าจะเป็นฮิลลารี คลินตัน จากเดโมเครต และโดนัลด์ ทรัมป์ จากรีพับลิกัน ต่างมีท่าทีแข็งกร้าวต่อการค้าเสรีด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับข้อตกลงการค้าเสรียกภูมิภาคอย่างความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีพหุภาคี 12 ชาติ ซึ่งคิดเป็นถึง 40% ของการค้าโลก
ในทั้งหมด 12 ชาติทีพีพี ประกอบไปด้วย ชาติอาเซียน 4 ชาติ ได้แก่บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่ประเทศอื่นก็มีการแสดงความสนใจเข้าร่วมเช่นกัน โดยจากเว็บไซต์ข่าวสารอาเซียน อาเซียนบรีฟ ระบุว่า ในด้านของสิงคโปร์ แม้จะมีข้อตกลงค้าเสรีเกือบทุกชาติในทีพีพีอยู่แล้ว แต่ทีพีพีจะช่วยให้ขยายตลาดไปยังเม็กซิโกและแคนาดาที่สิงคโปร์ยังไม่มีการค้าเสรีได้
ส่วนเวียดนามได้รับการพูดถึงในแง่ของผู้ชนะที่สุดจากข้อตกลงทีพีพี เนื่องจากคาดว่าการส่งออกของเวียดนามจะเพิ่มขึ้น 38% ในอีก 10 ปีข้างหน้า และสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ 11% หรือ 3.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท)
ทีพีพียังคงไม่ผ่านการให้สัตยาบันของสหรัฐ และมีแนวโน้มที่อาจจะไม่ผ่านก่อนโอบามาหมดวาระ โดยหากทรัมป์ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ข้อตกลงการค้าจะเป็นไปในแนว “อเมริกันมาก่อน” หรือจะเจรจาให้อเมริกาได้ผลประโยชน์มากที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่อประเทศในอาเซียนอย่างฟิลิปปินส์เป็นอย่างมาก
โนมูระ โฮลดิงส์ คาดการณ์ไว้ว่า ฟิลิปปินส์จะได้รับผลกระทบจากการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐมากที่สุดในอาเซียน และยังอาจเผชิญกับการควบคุมแรงงานฟิลิปปินส์ไม่ให้เข้าเมือง ซึ่งชาวฟิลิปปินส์ทำงานอยู่ในสหรัฐคิดเป็น 35% ของประชากรทั้งหมดที่ทำงานอยู่นอกประเทศ และยังเป็นแหล่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ เมื่อชาวฟิลิปปินส์เหล่านั้นส่งเงินกลับเข้าประเทศ
ขณะที่ประเทศนอกอาเซียนอย่างเกาหลีใต้ก็เผชิญความเสี่ยงไม่แพ้กัน เพราะทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงการค้าเสรีที่โอบามาบรรลุกับเกาหลีใต้ว่า การค้าดังกล่าวแทนที่จะช่วยเพิ่มการส่งออกของสหรัฐตามที่โอบามากล่าวอ้าง กลับทำให้การค้าขาดดุลของสหรัฐขยายตัวขึ้น ขณะที่การส่งออกจากเกาหลีใต้มาสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น และชาวอเมริกันต้องสูญเสียงานถึง 1 แสนคน
ในส่วนของฮิลลารี จอห์น โพเดสตา หัวหน้าทีมรณรงค์หาเสียงของฮิลลารี ระบุว่า ฮิลลารีจะยังคงต่อต้านทีพีพีต่อไปหากได้รับการเลือกตั้ง หลังหลายฝ่ายต่างคาดการณ์ฮิลลารีจะเปลี่ยนจุดยืนต่อทีพีพี ซึ่งตัวฮิลลารีเป็นคนช่วยสร้างมากับมือครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม โพเดสตา เคยระบุว่า ฮิลลารีต้องการมียุทธวิธีการค้าใหม่หากได้รับการเลือกตั้ง ในขณะที่ฮิลลารียังมีแนวโน้มที่จะดำเนินตามรอยนโยบายสร้างสมดุลเอเชียของโอบามามากกว่า ทว่ากลับมาในท่าทีแข็งกร้าวกว่า โดยหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ได้เปิดประวัติที่ผ่านมาของฮิลลารีในการพร้อมกระโจนเข้าใส่ความขัดแย้ง เช่น การโหวตให้สหรัฐบุกอิรักในปี 2002 และเรียกร้องให้มีกองกำลังเข้าแทรกแซงในสงครามกลางเมืองของซีเรีย
“ถ้าฮิลลารีเลือกที่จะเร่งความตึงเครียดกับจีน อาจจะสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องเลือกข้าง แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การไม่เลือกฝักใฝ่ฝ่ายใดเป็นยุทธปัจจัยสำคัญในเกมการเมืองของอาเซียน อาเซียนส่งสัญญาณมาโดยตลอดในเรื่องการอยู่นอกเกมอำนาจการเมือง และพวกเขาก็แค่ต้องการเสถียรภาพและสันติภาพ เพื่อให้ประเทศพัฒนาและสร้างอุตสาหกรรม” แฮร์รี่ สา จากวิทยาลัยนานาชาติศึกษา เอส. ราชารัตนัม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง กล่าว
ขณะที่ทรัมป์สร้างความเสี่ยงเศรษฐกิจต่ออาเซียน ฮิลลารีกลับอาจกลายมาเป็นความเสี่ยงด้านเสถียรภาพแทน แม้ตามนโยบาย “อเมริกันมาก่อน” ของทรัมป์จะทำให้มีแนวโน้มที่ทรัมป์จะอยู่เฉยๆ และให้อาเซียนรับมือกับการขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้เอง อย่างไรก็ตาม ยังขึ้นอยู่กับว่าทั้งคู่จะดำเนินนโยบายอย่างไร และจะมีท่าทีเปลี่ยนแปลงจากอดีตที่ผ่านมาหรือไม่หลังได้รับตำแหน่ง
ด้วยการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นตลอด ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันอีกหลังการเลือกตั้งจบลงก็เป็นได้







