posttoday
วิกฤตแรงงานญี่ปุ่นแก้ยาก ดึงต่างชาติช่วยยังไม่พอ

วิกฤตแรงงานญี่ปุ่นแก้ยาก ดึงต่างชาติช่วยยังไม่พอ

07 ตุลาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

หลังนโยบายการเงินและการคลังดูเหมือนจะไม่สามารถช่วยเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้หลุดพ้นจากบ่วงเงินฝืดที่ยืนยาวมานานหลายสิบปีได้เท่าที่ควร การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างการปฏิรูปตลาดแรงงานและเปิดรับแรงงานต่างชาติเพิ่ม ท่ามกลางตลาดแรงงานที่เดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับการพูดถึงมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ เข้ารับตำแหน่งผู้นำญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2012 การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งเป็น 1 ในศร 3 ดอกของ “อาเบะโนมิกส์” อันประกอบไปด้วยการใช้นโยบายการเงิน การคลัง และการปฏิรูปโครงสร้าง ยังคงไม่เห็นผลต่อเศรษฐกิจจนฮารุฮิโกะ คุโรดะ กล่าวในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เน้นย้ำถึงความสำคัญในศรดอกที่ 3

การเปิดเผยดังกล่าวอาจเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า มาตรการในปัจจุบันอย่างการดึงสตรีและแรงงานต่างชาติยังคงไม่เพียงพอต่อการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งฉุดศักยภาพการผลิตของญี่ปุ่น

รัฐบาลญี่ปุ่นส่งสัญญาณจะเพิ่มแรงงานต่างชาติขึ้นเป็น 2 เท่าในปีนี้ โดยจากข้อมูลของ ยาสุโตชิ นิชิมูระ ที่ปรึกษาของอาเบะ ระบุว่า ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติราว 1.9 แสนคน ทำงานอยู่ภายใต้โครงการฝึกงาน ซึ่งเป็นการดึงแรงงานจากต่างชาติโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาเข้ามาในระยะเวลาจำกัด ก่อนญี่ปุ่นจะพิจารณาให้วีซ่าตามความเหมาะสมแก่แรงงานสำหรับภาคส่วนที่มีการขาดแคลน

การขาดแคลนแรงงานของญี่ปุ่นเกิดขึ้นโดยเฉพาะในภาคส่วนงานหนักประเภท 3D หรือเป็นงานหนัก สกปรก และอันตราย เนื่องจากไม่ดึงดูดชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ซึ่งส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี และยังเป็นงานที่ได้รับค่าแรงต่ำ รวมถึงยังมีเวลาทำงานไม่ปกติ ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงมีการเปิดรับแรงงานในภาคส่วนนี้เพิ่มขึ้น เช่น การพูดคุยในรัฐบาลเพื่อเตรียมเปิดให้แรงงานต่างชาติที่มีประสบการณ์ด้านการเกษตรเข้าทำงานในญี่ปุ่น

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นก็เปิดโครงการดึงแรงงานผู้ดูแลด้านสุขภาพจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เพื่อชดเชยการขาดแรงงานในภาคส่วนดังกล่าวจากประชากรที่มีอายุเพิ่มขึ้น และต้องการผู้ดูแลดังกล่าวราว 7 แสนคน ภายในปี 2025

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกำหนดอนาคตญี่ปุ่น คาดการณ์ว่า จำนวนประชากรวัยทำงานของญี่ปุ่นจะลดลงเหลือ 55 ล้านคน ภายในปี 2060 แม้จะขยายอายุทำงานไปจนถึง 70 ปีก็ตาม หรือคิดเป็นจำนวนเฉลี่ยเท่ากับญี่ปุ่นจะมีแรงงานลดลงราว 6 แสนคน/ปี เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในวัยทำงานปัจจุบันที่อายุระหว่าง 15-64 ปี ที่ 77 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมดราว 127 ล้านคน

นอกจากนี้ ในภาคส่วนที่มีการขาดแคลนอย่างหนัก ทั้งภาคส่วนใช้แรงงานและการดูแลสุขภาพยังมีการรายงานอยู่เนืองๆ ในเรื่องการละเมิดแรงงาน อย่างการใช้ให้ทำงานเกินชั่วโมงและมีการจ่ายค่าแรงต่ำ โดยจากการรายงานของสำนักข่าวเจแปนไทมส์ ระบุว่า จากข้อมูลปี 2013 เกือบ 80% ของธุรกิจที่มีการจ้างงานตามโครงการฝึกงาน 2,300 แห่ง มีการละเมิดข้อตกลงด้านแรงงาน ซึ่งรวมถึงการฝ่าฝืนด้านความปลอดภัยและการจ่ายค่าแรงต่ำกว่าปกติ

ขณะที่แรงงานต่างชาติที่เข้าร่วมโครงการฝึกงานด้านดูแลสุขภาพยังเจอกำแพงด้านภาษา โดยจากรายงานของเจแปนไทมส์ เมื่อเดือน ก.พ. 2015 พบว่า มีแรงงานที่สอบภาษาญี่ปุ่นผ่านและได้รับใบอนุญาตเพียง 240 คน จากราว 1,500 คน เท่านั้น

“แม้โครงการควรจะช่วยสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาได้แรงงานมีทักษะผ่านโครงการฝึกงาน แต่นายจ้างบางคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรายย่อย คิดว่าแรงงานเหล่านี้เป็นแรงงานราคาถูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แรงงานชาวญี่ปุ่นไม่ต้องการทำ” เจแปนไทมส์ ระบุในรายงานเมื่อปี 2015

นอกหนือจากการดึงแรงงานต่างชาติแล้ว อาเบะยังคงพยายามนับตั้งแต่ได้รับตำแหน่งในการผลักดันให้สตรีชาวญี่ปุ่นได้ออกมาทำงานมากขึ้นเพื่อชดเชยการขาดแคลนแรงงาน โดยเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายส่งเสริมสตรีสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งตอนหนึ่งของกฎหมายกำหนดให้เอกชนตั้งเป้าหมายในการรับสตรีเข้าทำงาน

เมื่อเร็วๆ นี้ สตรีก้าวขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญในด้านการเมือง อย่าง ยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าการกรุงโตเกียวหญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ หรือ มูราตะ เรนโฮ วัย 48 ปี ที่ได้รับเลือกเป็นสตรีคนแรกที่เป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในความเท่าเทียมทางเพศในฝ่ายการเมือง อย่างไรก็ตามในภาคเอกชนกับสตรียังคงเผชิญปัญหาอยู่

จากข้อมูลความเท่าเทียมทางเพศของ เวิลด์อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม ปี 2015 พว่า สตรีญี่ปุ่น 43.9% ตัดสินใจออกจากตลาดแรงงานไปหลังจากมีทายาทคนแรก เนื่องจากไม่สามารถหาสถานเลี้ยงเด็กที่เหมาะสมได้ และจากค่าครองชีพสูงจึงยากที่ชาวญี่ปุ่นจะหาพี่เลี้ยงเด็กได้ โดยสัดส่วนการจ้างงานสตรีญี่ปุ่น อยู่ที่ 63.6% เมื่อเทียบกับ 95% สำหรับชาย

“แม้สตรีจะมีสิทธิเท่าเทียมภายใต้รัฐธรรมนูญญี่ปุ่น แต่ความเท่าเทียมที่แท้จริงยังไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ สำคัญอย่างมากที่สตรีจะยังคงสามารถอยู่ในตลาดแรงงานได้หลังจากมีทายาท และสำคัญอย่างมากถ้าสตรีสามารถได้รับตำแหน่งผู้นำเช่นเดียวกับบุรุษในสถานที่ทำงาน” นายกเทศมนตรีเมืองโอตสึ จังหวัดชิงะ กล่าวเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และระบุว่า หากสตรีสามารถทำงานไปพร้อมกับมีทายาทได้ จะทำให้มีแรงงานในตลาดมากขึ้นและอัตราการเกิดยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย

การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของญี่ปุ่นดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต้องจับตาต่อไปว่า ญี่ปุ่นจะสามารถแก้ปัญหาตลาดแรงงานได้ทันก่อนที่จะสายเกินแก้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน