
โลกเร่งจีนแก้ปัญหา ระเบิดเวลา‘หนี้’รุมเร้า
เมื่อเร็วๆ นี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับขึ้นคาดการณ์ของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาในเอเชียขึ้น 0.1%
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อเร็วๆ นี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับขึ้นคาดการณ์ของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาในเอเชียขึ้น 0.1% จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือน เม.ย. เป็นขยายตัวได้ 6.5% ในปีนี้
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกหลักที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของภูมิภาคกลับไม่ได้มาจาก “จีน” เหมือนในช่วงหลายครั้งที่ผ่านมา แต่กลับกลายเป็นอินเดียที่ได้รับการปรับขึ้น 0.2% เป็นโตได้ 7.6% เช่นเดียวกับบางประเทศ ซึ่งช่วยหนุนทั้งภูมิภาคไปด้วย
ตรงกันข้าม จีนกลับได้รับ “สัญญาณเตือน” ที่แรงและชัดเจนอีกครั้งจากไอเอ็มเอฟให้ระวัง “วิกฤตหนี้” เพราะการพึ่งพาเศรษฐกิจบนการก่อหนี้ของจีนนั้นกำลังขยายตัวจนเข้าขั้นอันตราย และจำเป็นต้องเดินหน้าจัดการแก้ปัญหาอย่างจริงจังเพื่อเลี่ยงวิกฤตที่อาจกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจของโลกตามไปด้วย
นับเป็นแรงกดดันที่ตอกย้ำอีกครั้งท่ามกลางแรงกดดันของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ ธนาคาร บริษัทอันดับเครดิต และองค์กรด้านเศรษฐกิจทั้งหลายที่เตือนให้จีนอย่านิ่งดูดายจัดการกับปัญหาหนี้ และความเสี่ยงของหนี้เสีย หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ช้าเกินไป
ก่อนหน้านี้ไม่นาน บริษัทจัดอันดับเครดิต ฟิทช์ เรทติ้งส์ เพิ่งเตือนว่าระดับหนี้เสียที่แท้จริงของจีนนั้นอาจสูงกว่าตัวเลขการรายงานจากทางการจีนถึง 10 เท่า โดยอาจอยู่ที่ 15-21% จากตัวเลขของทางการจีนที่ 1.8% ซึ่งเอ็นพีแอลจีนยังมีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้นต่อเนื่องอีกในระยะกลาง ทำให้รัฐบาลจีนอาจต้องใช้เงินถึง 7.4-13.6 ล้านล้านหยวน (ราว 38.1-72.7 ล้านล้านบาท) ในการแก้ปัญหา
สำหรับมุมมองล่าสุดของไอเอ็มเอฟนั้น เห็นว่าจีนควรที่จะเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นการโตแรงแต่ไม่ยั่งยืนแท้จริง และนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา
ที่ผ่านมาในยุคของรัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิงนั้น จะเห็นได้ว่าจีนมีการปรับทิศทางใหม่อย่างเห็นได้ชัดในนโยบายใหม่ ที่เริ่มปรับโครงสร้างลดการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก หันมากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น พยายามเพิ่มสัดส่วนภาคการบริการแทนที่การผลิตและส่งออก มุ่งสนับสนุนนวัตกรรม และลดการผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ถ่านหิน และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ทิศทางใหม่ของจีนโดยเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนในภาคการผลิตส่วนเกินนั้น ก็ใช่ว่าจะแก้กันได้ง่ายๆ แม้จะเป็นจีนที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลกถึงราว 3.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ที่ง่ายกว่าหลายประเทศในการจัดการแก้ปัญหาต่างๆ ในบ้านก็ตาม
เพราะภาคการผลิตที่ล้นในจีนนั้นมีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ในหลายรัฐ เช่น พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือในมณฑลเหลียวหนิง จี๋หลิน และเฮย์หลงเจียง มีผลกระทบต่อแรงงานจำนวนมหาศาลที่จะต้องตกงาน ซึ่งยากต่อการหางานใหม่ๆ มารองรับ และยังต้องใช้เงินแก้ปัญหาในจำนวนมหาศาลกว่าที่คาดเอาไว้ด้วย
ขณะเดียวกันบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ยังซบเซา ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของจีนโดยตรง จนรัฐบาลยังไม่สามารถวางมือในการอัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุนตรงในโครงการต่างๆ ได้
“จีนจะยังสามารถทำภารกิจที่ซับซ้อนของการปรับสมดุลเศรษฐกิจประเทศ เพื่อมุ่งไปสู่การบริโภคและการบริการ รวมถึงปฏิรูปตลาดเสรีได้คืบหน้าต่อไป ทว่าระบบเศรษฐกิจจีนที่พึ่งพาอยู่บนการก่อหนี้ ก็กำลังเพิ่มความเสี่ยงไปสู่ระยะที่อันตราย” รายงานตอนหนึ่งของไอเอ็มเอฟ ระบุ
จากรายงานของสถาบันคลังสมองของรัฐบาลจีน ไชนีส อะคาเดมี ออฟ โซเชียล ไซแอนส์ พบว่า ณ สิ้นปี 2015 จีนมีปริมาณหนี้ทั้งหมดในประเทศสูงถึง 168.48 ล้านล้านหยวน (ราว 870 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 249% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
สถานการณ์ความกังวลเช่นนี้ได้รับการตอกย้ำมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือน ก.ย. ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ซึ่งเปรียบเสมือนธนาคารกลางของโลก ได้ส่งสัญญาณเตือนว่า ระดับหนี้ของจีนในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ทำสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมาไปแล้ว และแก๊ปของสินเชื่อต่อจีดีพีได้พุ่งแตะระดับ 30.1% หรือสูงกว่าระดับที่ไม่ควรเกินซึ่งอยู่ที่ 10%
แน่นอนว่าปัญหาหนี้ที่ถูกพูดถึงพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง และถูกซ้ำเติมความเสี่ยงหนี้เสียที่มาจากรัฐวิสาหกิจจีนที่ไม่ทำกำไร แข่งขันไม่ได้ และอยู่ในกลุ่มภาคการผลิตส่วนเกินนั้น กำลังเป็นปัญหาที่ทางการจีนตระหนักอยู่ไม่น้อย
หวังเฉิงปัง รองผู้อำนวยการหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านสถาบันการเงินในจีน ได้ตอกย้ำความเชื่อมั่นไม่นานมานี้ว่า รัฐบาลจีนกำลังพิจารณาดำเนินการลดระดับหนี้ในประเทศ แต่ปัญหานี้เร่งทำให้เห็นผลเร็ววันไม่ได้ เพราะต้องระวังไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรุนแรงตามมาด้วย
หากไม่เริ่มแก้ปัญหาอย่างจริงจังก็ไม่พ้นเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สะเทือนไปทั่วโลก เช่นเดียวกับที่ปัญหาต่างๆ ในจีนช่วง 2-3 ปีมานี้ส่งผลให้เห็นแล้วทั่วโลก เช่น วิกฤตตลาดหุ้นในเดือน ส.ค. 2015 ทว่าหากเร่งแก้เร็วไปจนยิ่งฉุดจีดีพีให้ต่ำลงทุบสถิติใหม่จนกลายเป็นการชะลอตัวลงอย่างรุนแรง ก็จะส่งผลเลวร้ายไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งอาจทำให้ปัญหาหนี้จีนยังคงเป็นความเสี่ยงยาวไปอีกพักใหญ่หลังจากนี้







