
เอ็นพีแอลยังขยับ สัญญาณเศรษฐกิจโตต่ำ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ในขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐหลายแห่งยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวดีขึ้น และได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่หลายภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชนคนทำมาหากินทั่วไปกลับมีความรู้สึกที่สวนทางกัน และเริ่มมีการประหยัดค่าใช้จ่ายลง จากสาเหตุความไม่มั่นใจในภาวะการมีงานทำในอนาคต บางส่วนมีรายได้ลดลงจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรกรที่ต่ำลง ปัญหาภาวะภัยแล้ง และพนักงานบริษัทที่ถูกตัดค่าโอที หรือลดเวลาทำงาน ไปจนถึงการเลิกจ้าง
ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ ส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายสินค้าทั้งระบบ ทำให้ผู้ผลิตรายเล็กรายกลางมีปัญหารายได้ และส่งสัญญาณของปัญหาออกมาในรูปของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย
ก่อนหน้านี้ บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย หรือ ทีเอ็มบี เคยคาดการณ์ว่าหนี้เอ็นพีแอลน่าจะอยู่ในระดับสูงสุดในสิ้นปี 2559 นี้ หลังจากนั้นก็จะเริ่มต่ำลง
แต่ล่าสุด ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย ออกมาระบุว่า เอ็นพีแอลระบบธนาคารพาณิชย์ไทยคาดว่าจะพุ่งขึ้นไปสูงสุดในกลางปี 2560 โดยคาดว่าเอ็นพีแอลจะปรับสูงขึ้นจาก 2.76% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบในสิ้นปี 2559 ไปอยู่ระดับสูงสุดที่ 2.96% ของจีดีพี ในอีก 6 เดือนข้างหน้า สาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบีที่ใกล้ชิดกับข้อมูลสินเชื่อยังระบุด้วยว่า สินเชื่อที่มีคุณภาพด้อยลงส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยทั้งสองกลุ่มนี้ต้องจับตาว่าจะมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องหรือไม่
ไม่ใช่เพียงแต่ธนาคารพาณิชย์ที่กังวลต่อคุณภาพหนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เห็นได้จากเมื่อเร็วๆ นี้วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในสถาบันการเงินของไทย เป็นปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหนึ่งต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย โดยในส่วนของ ธปท.นั้นพุ่งเป้าติดตามปัญหาเอ็นพีแอลในสินเชื่อกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และพาณิชยกรรม หรือการค้าในต่างจังหวัด
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2 ของปีนี้ธนาคารได้รายงานตัวเลขหนี้เอ็นพีแอลที่ยังไม่ได้กันสำรอง (Gross NPLs) ของธนาคารพาณิชย์ ที่จดทะเบียนในไทยและสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ พบว่าลดลง 2.58% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยไตรมาส 2 มีเอ็นพีแอลที่ยังไม่กันสำรอง 6.51 หมื่นล้านบาท แต่ที่น่าสังเกตคือเอ็นพีแอลดังกล่าวเป็นการเพิ่มขึ้นจากลูกหนี้ที่เคยได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว (รีไฟแนนซ์) กลับมาเป็นหนี้เสียอีกครั้ง โดยเอ็นพีแอลกลุ่มนี้มีอัตราเพิ่มถึง 10.22% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนใหญ่เป็นหนี้ของธนาคารพาณิชย์ในประเทศ
สอดคล้องกับบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์(ประเทศไทย) เอง ก็แสดงความเป็นห่วงหนี้ที่รีไฟแนนซ์ไปแล้ว จะหวนกลับมาเป็นปัญหาเอ็นพีแอลรอบใหม่ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาซบเซาเช่นเดียวกัน
ตัวเลขหนี้เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้รีไฟแนนซ์จึงไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนในสายตาของรัฐบาล เพราะสาเหตุหลักของการกลับมาเป็นหนี้เสียใหม่อีกครั้งน่าจะเป็นไปตามที่หลายฝ่ายประเมินไว้ คือการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางอยู่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจทีเอ็มบีใช้คำว่า เป็นการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) แบบกระจุกตัว คือ เติบโตได้เฉพาะการลงทุนภาครัฐ ที่มีสัดส่วน 6% ของจีดีพี และภาคการท่องเที่ยวที่มีสัดส่วน 18% ของจีดีพีรวมแล้ว 24% ไม่สามารถทดแทนการส่งออกที่มีสัดส่วน 60-70% ของจีดีพีได้
ภาวะดังกล่าวทำให้ความสามารถในการหารายได้ของกลุ่มธุรกิจต่างๆ ผ่านยอดขายสินค้าไม่ดีนัก และแม้ภาคการท่องเที่ยวจะเติบโตได้ดี แต่ก็ดีในบางกลุ่ม เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ไม่ได้เติบโตแบบกระจายรายได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะโรงแรมระดับนานาชาติ 4-5 ดาว ที่เผชิญกับกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ทำให้กำไรต่อหน่วยลดลง จนต้องปิดตัวเอง เริ่มจากโรงแรมสวิสโซเทล ปาร์ค นายเลิศ ที่ต้องขายกิจการออกไป และจะยังมีอีกหลายโรงแรมย่านสุขุมวิท สาทร และเมืองท่องเที่ยวรอคิวขายกิจการอยู่
นอกจากเอ็นพีแอลในกลุ่มอุตสาหกรรมทั้งขนาดเล็กอย่างเอสเอ็มอีและขนาดใหญ่ รวมทั้งกลุ่มพาณิชยกรรมแล้ว ที่ต้องจับตาต่อไป คือ เอ็นพีแอลในกลุ่มหนี้ครัวเรือนที่อาจจะกลับมาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป เพราะตัวเลขหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2 ทะลุ 11 ล้านล้านบาท ไปอยู่ที่ 11.24 ล้านล้านบาทแล้ว โดยยอดดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 4.67 แสนล้านบาท หรือ 4.33%
ขณะที่รายงานนโยบายการเงิน ล่าสุด เดือน ก.ย. 2559 ชี้ว่าภาคครัวเรือนมีความสามารถในการชำระหนี้ยังด้อยลง สะท้อนจากเอ็นพีแอลที่สูงขึ้น แม้หนี้ครัวเรือนขยายตัวในอัตราชะลอลง และรายได้ภาคเกษตรเริ่มดีขึ้นบ้าง แต่ภาระหนี้ของครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงและความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ครัวเรือนยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวอีกระยะหนึ่ง
แม้ว่าสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมจะอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง และธนาคารพาณิชย์ได้มีการกันสำรองหนี้สงสัยจะสูญและเสริมเงินกองทุนให้แข็งแกร่งเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้่องไม่มีความเป็นห่วงต่อฐานะของธนาคารพาณิชย์ที่แข็งแกร่งอยู่
แต่สัดส่วนเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นก็สะท้อนให้เห็นความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจที่ยังซึมลึกอยู่ในระบบ รัฐบาลจึงต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสร้างความเชี่อมั่นให้กับนักลงทุนเอกชนทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ลดปัญหาหนี้สินด้อยคุณภาพลงให้ได้







