
มาบตาพุดเฮ
บอร์ดสิ่งแวดล้อม มีมติ 11 กิจการรุนแรง เร่งขอมติไปยื่นศาลให้ทัน 26 ส.ค.นี้ คาด 76 โครงการมาบตาพุด ไม่รอดแค่ 2
บอร์ดสิ่งแวดล้อม มีมติ 11 กิจการรุนแรง เร่งขอมติไปยื่นศาลให้ทัน 26 ส.ค.นี้ คาด 76 โครงการมาบตาพุด ไม่รอดแค่ 2
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (บอร์ดสิ่งแวดล้อม) ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาร่างกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุด เสนอ 18 กิจการ โดยเห็นชอบให้ 11 ประเภทเป็นกิจการรุนแรง อาจมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กน้อย
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ขอมติบอร์ดเร่งด่วน เพื่อส่งให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบนำไปยื่นต่อศาลปกครองกลางให้ทันในวันที่ 26 ส.ค. 2553 ที่ศาลจะนัดไต่สวนคดีหลักที่ 8 หน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยคาดว่าใน 76 โครงการมาบตาพุดจะมีโครงการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรงจำนวน 2 โครงการ ส่วนที่ไม่อยู่ใน 76 โครงการ น่าจะเข้าข่ายประมาณ 20 โครงการ รวมทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมต้องยกเลิกประกาศกิจการรุนแรง 8 กิจการของกระทรวงก่อน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน
สำหรับโครงการที่เข้าข่ายประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการได้แก่ 1.การถมทะเล หรือทะเลสาบ นอกเขตชายฝั่งเดิม ขนาด 300 ไร่ขึ้นไป ไม่รวมการฟื้นฟูสภาพชายหาด 2.เหมืองแร่ต่างๆ ทุกขนาด 3.นิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม และนิคมฯ ที่มีส่วนขยายเพิ่มเติม 4.โรงงานปิโตรเคมีต้นน้ำและกลางน้ำทุกขนาด หรือขยายการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป 5.โรงงานถลุงแร่หรือหลอมโลหะที่กำลังการผลิตตั้งแต่ 5,000 ตัน/วันขึ้นไป หรือโรงงานที่ขยายกำลังการผลิต 1,000 ตัน 6.การผลิต หรือกำจัด หรือปรับแต่ง สารกัมมันตรังสีในส่วนของโรงพยาบาล และโรงพยาบาลสัตว์ การวิจัยและพัฒนา ในสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัย
7.โรงงานฝังกลบหรือเผาขยะของเสียอันตราย 8.สนามบินที่มีการขยายทางวิ่ง 3,000 เมตรขึ้นไป 9.ท่าเทียบเรือ ยกเว้นท่าเทียบเรือที่ชาวบ้านใช้ในชีวิตประจำวัน 10.เขื่อนกักเก็บน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ ที่มีปริมาตรเก็บน้ำ 100 ล้าน ลูกบาศก์เมตรขึ้นไปและมีพื้นที่เก็ยน้ำตั้งแต่ 15 ตารางกิโลเมตรขึ้นไป 11.โรงไฟฟ้า ยกเว้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ส่วนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขยายกำลังการผลิตเป็น 3,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป
ขณะไม่ประกาศเป็นกิจการรุนแรง 5 กิจการ แต่ต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) 3 กิจการ และอีก 2 โครงการส่งให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ไปพิจารณาใหม่ และอาจนำมาประกาศภายหลังได้ ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปออกประกาศในนามบอร์ดสิ่งแวดล้อมให้เร็วที่สุด
ที่โครงการที่ถูกถอดออกจากประเภทกิจการรุนแรงมี 5 โครงการ ได้แก่ 1.การชลประทาน 2.การสูบน้ำเกลือใต้ดิน 3.เตาเผาขยะติดเชื้อ 4.การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำหลัก หรือการผันน้ำระหว่างประเทศ และ 5.ประตูระบายน้ำ โดย 3 กิจการหลังไม่เป็นกิจการรุนแรงแต่ต้องทำอีไอเอ
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ให้คชก. นำกลับไปพิจารณาใหม่ 2 กิจการ ได้แก่ 1.โครงการที่ต้องทำอีไอเอและอยู่ในพื้นที่หรืออาจส่งผลกนระทบต่อพื้นที่ เช่น แหล่งมรดกโลก อุทยานประวัติศาสตร์ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ เป็นต้น 2.การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งทะเลเดิมเพื่กันคลื่น หรือกระแสน้ำในทะเล ในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แหล่งธรรมชาติควรอนุรักษณ์ แหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผุ้ช่วย รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจากทั้งนี้ วันที่ 25 ส.ค. จะเชิญผู้ประกอบการทั้ง 76 โครงการเข้าหารือ หลังประกาศกิจการรุนแรงออกมา
นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า มติของบอร์ดสิ่งแวดล้อม กรณีผ่อนผันให้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ไม่เข้าข่ายเป็นกิจการรุนแรง จะส่งผลดีต่อแผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือพีดีพี โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าใหม่ของกฟผ. 2 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าจะนะและโรงไฟฟ้าวังน้อย จะสามารถเข้าระบบได้ตามแผนในปี 2557 เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่จะเข้ามาทดแทนโรงไฟฟ้าของภาคเอกชนที่ต้องเลื่อนเข้าระบบไปอีก 12 ปี ข้างหน้า
ส่วนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน นั้น ที่น่าเป็นห่วงจะเป็นโรงไฟฟ้ถ่านหินของภาคเอกชน เนื่องจากต้องใช้เวลาในการจัดทำอีไอเอและเฮชไอเอ ซึ่งจะทำให้โรงไฟฟ้าเดินเครื่องได้ล่าช้ากว่าแผนพีดีพีที่กำหนดไว้ ประกอบกับเงื่อนไขที่ระบุว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีขนาด 100 เมกะวัตต์ ขึ้นไปถือเป็นกิจการรุนแรง ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินไป เพราะหากในด้านวิชาการ กำลังการผลิตไฟฟ้าขนาดนี้ไม่ได้สร้างมลพิษจนส่งผลกระทบต่อประชาชน
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการจัดทำเฮชไอเอของโรงไฟฟ้าก็มีรายละเอียดเรื่องสุขภาพที่ครอบคลุมอยู่แล้ว ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซฯหรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่การกำหนดเงื่อนไขกำลังการผลิตไฟฟ้าในแต่ละชนิดเชื้อเพลิงที่เข้าข่ายเป็นกิจการรุนแรงเป็นตัวเลขไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเท่าที่ควร แต่เมื่อเป็นมติของออกก็ต้องรับไปปฏิบัติ
“ผลของประชุมที่ออกมาทำให้กฟผ.อุ่นใจขึ้นมาบ้างเพราะอย่างน้อยโรงไฟฟ้ากฟผ. 2 แห่งก็ไม่ต้องเลื่อนเข้าระบบไปอีก แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังต่อเนื่อง คือปริมาณสำรองไฟฟ้า ช่วงปี 2556-2557 ซึ่งจะพยายามไม่ให้ต่ำกว่า 10 % ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยยังเลือกใช้แผนการยืดอายุโรงไฟฟ้าเก่าที่จะปลดระวางในช่วงเวลาดังกล่าวออกไปก่อน”นายสุทัศน์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายแก้ปัญหามาบตาพุดได้เสนอมา 18 กิจการ โดยเห็นชอบให้ 11 กิจการเป็นกิจการรุนแรง ซึ่งจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบต่อไป
“ดังนั้นเหลือเพียง 11 ประเภทกิจการที่เห็นชอบให้ประกาศ และในบางประเภทอาจจะมีการแก้ไขในรายละเอียดเพื่อความเหมาะสม ขณะนี้ยกร่างได้สมบูรณ์แล้ว” จากนี้ไปจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.รับทราบต่อไป นายกรัฐมนตรีกล่าว







