posttoday
เอชเอสบีซีห่วงแรงขับเคลื่อน คงเป้าปี'59-60โต2.8%

เอชเอสบีซีห่วงแรงขับเคลื่อน คงเป้าปี'59-60โต2.8%

03 ตุลาคม 2559

โดย..นลิน ฉัตรโชติธรรม

โดย..นลิน ฉัตรโชติธรรม

หากกล่าวในเชิงบริบททางการเมือง ไตรมาส 3/2559 อาจจะดูน่าตื่นเต้นสำหรับประเทศไทย แต่หลังจากที่มีการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญไปแล้วเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา และการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้ายังต้องรอไปอีก 5 ไตรมาสข้างหน้า ประเด็นเศรษฐกิจจึงกลับมาเป็นจุดสนใจหลักอีกครั้ง

ในไตรมาส 2 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตเกินกว่าการคาดการณ์ของตลาดที่ 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน หลังจากขยายตัว 3.2% ในไตรมาสแรก แต่เมื่อปรับตามฤดูกาลแล้วอัตราการเติบโตรายไตรมาสชะลอลงเล็กน้อยจาก 1% เป็น 0.8%

การขยายตัวของจีดีพี มี 3 ปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ และการท่องเที่ยว (การส่งออกด้านบริการ) การยุติของปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงช่วยคลายความกังวลของเกษตรกร และทำให้รายได้เกษตรกรปรับตัวดีขึ้น และส่งเสริมการใช้จ่ายของผู้บริโภค ขณะเดียวกันการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นมากถึง 20.5% ในรายไตรมาสเทียบกับปีก่อน (และ 20.4% ในรอบครึ่งปีแรกของปี 2559)

อย่างไรก็ตาม เราตระหนักว่าแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยมาจากการส่งออกสุทธิที่เป็นผลมาจากการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของการนำเข้า ส่วนหนึ่งสะท้อนถึงการลงทุนภาคเอกชน การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและการส่งออกที่ซบเซา ข้อมูลเศรษฐกิจช่วงปลายไตรมาส 2 และต้นไตรมาส 3 สะท้อนว่าโมเมนตัมการเติบโตโดยรวมชะลอลง โดยเฉพาะด้านสินเชื่อธุรกิจ คำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรม และการส่งออก ในขณะที่ดัชนีที่เกี่ยวกับผู้บริโภค เช่น การเติบโตของค่าจ้างและหนี้ครัวเรือน ยังสะท้อนว่าผู้บริโภคน่าจะคงการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังในระยะกลาง

ดังนั้น เราจึงยังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และคงการคาดการณ์การเติบโตในปี 2559 และ 2560 ไว้ที่ระดับ  2.8% หากเศรษฐกิจเริ่มจะชะลอตัวลงมากกว่าคาด ไม่ว่าจากสาเหตุอะไรก็ตาม เช่น อุปสงค์ในตลาดโลกที่อ่อนแอลง เราคาดว่ามาตรการทางการคลังยังเพียงพอที่จะรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจไว้ที่ระดับปานกลางได้

การจัดทำงบประมาณขาดดุลมูลค่า  3.9 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2560 (คิดเป็น 2.7% ของจีดีพี) ในเชิงกฎหมายรัฐบาลสามารถขาดดุลเพิ่มขึ้นได้อีกเป็น  50% หากมีความจำเป็น นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถเลือกที่จะผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานบางโครงการที่พร้อมและมีขนาดเล็กกว่าให้เดินหน้าก่อนได้ ในช่วงที่โครงการที่มีขนาดใหญ่กว่ายังล่าช้าเนื่องจากติดขัดด้านกฎระเบียบหรือขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง

ในด้านเงินเฟ้อ เราได้ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปในปี 2559 และ 2560 มาอยู่ที่ 0.3% และ 2% จาก 0.7% และ 2.1% ตามลำดับ จากการลดลงอย่างผิดคาดของภาวะราคาอาหารในไตรมาส 3 เรายังมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก  0.25% เหลือ 1.25% ในไตรมาส 4 เนื่องแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำและความเสี่ยงขาลงต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีอยู่

ประเด็นด้านนโยบาย

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เน้นย้ำในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อเร็วๆ นี้ ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาพื้นที่การดำเนินมาตรการทางการเงิน หากว่ามีความจำเป็นต้องใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบหรือเหตุการณ์เชิงลบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นหากโมเมนตัมของการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง เราคาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงต่อไปจะเป็นไปอย่างจำกัด

ในขณะเดียวกัน ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ธปท.จะยังคงดูแลไม่ให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินในระดับที่มากเกินไป เพื่อมิให้กลายเป็นปัจจัยถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งบ่งชี้ว่าหากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมากยังคงกดดันค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้น ธปท.น่าจะพยายามชะลอการแข็งค่าต่อไปเพื่อทอดเวลาให้ภาคธุรกิจได้ปรับตัว

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ธปท.สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ด้วยการปรับโครงสร้างทางการเงินของไทยหลายด้าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเข้าถึงบริการทางการเงินสามารถทำได้ง่ายขึ้น ส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านการเงิน และลดต้นทุนการทำธุรกรรมทางการเงิน ตัวอย่างเช่น การผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อให้การป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนทำได้คล่องตัวขึ้น สนับสนุนการปรับปรุงฐานข้อมูลของ SME และการบังคับใช้ พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ (Business Security Act) เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืม และร่วมจัดตั้งระบบโอนเงินรูปแบบใหม่สำหรับลูกค้ารายย่อย

สำหรับนโยบายการคลัง เราคาดว่ายังคงเป็นการดำเนินการแบบสองด้านควบคู่กันไป คือ การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการปฏิรูปในระยะยาว ซึ่งรวมถึงแผนแม่บทการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบคมนาคมขนส่ง แผนเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้คาดว่าการปรับปรุงด้านกฎระเบียบอื่นๆ เช่น ข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อเร็วๆ นี้ ที่จะขยายระยะเวลา

ใบอนุญาตการทำงาน และการลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยชาวต่างชาติที่ปฏิบัติงานในโครงการการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนในส่วนนี้

ความเสี่ยง

ภาพรวมการส่งออกยังคงอ่อนแอ และมีโอกาสสูงที่จะกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงรายได้และแนวทางการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันระยะเวลาของการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังคงคาดเดาได้ยาก เช่น รถไฟความเร็วสูง ถึงแม้ว่าเราคาดว่าแนวโน้มการลงทุนภาครัฐโดยรวมจะดีขึ้น และประการสุดท้าย คือ การเติบโตของการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจในช่วงต่อไป เนื่องจากอุปสงค์ภายในปร

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน