
ทศกัณฐ์ มีเฮ?
วีดิทัศน์ส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวเมืองไทยที่ใช้ “ทศกัณฐ์” เป็นตัวเดินเรื่องถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม ไม่รักชาติ ย่ำยีศิลปะไทย ลบหลู่ครู สมควรถูกฟ้อง ฯลฯ จนทำให้ผู้สร้างกลับไปตัดเนื้อหาออก 40% โดยจะต้องนำเสนอกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อพิจารณาในวันที่ 27 ก.ย.นี้
วีดิทัศน์ส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวเมืองไทยที่ใช้ “ทศกัณฐ์” เป็นตัวเดินเรื่องถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม ไม่รักชาติ ย่ำยีศิลปะไทย ลบหลู่ครู สมควรถูกฟ้อง ฯลฯ จนทำให้ผู้สร้างกลับไปตัดเนื้อหาออก 40% โดยจะต้องนำเสนอกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อพิจารณาในวันที่ 27 ก.ย.นี้
เรื่องนี้ถูกจุดประเด็นเมื่ออดีต “ศิลปิน” ของกรมศิลปากรท่านหนึ่งร้องเรียนต่อสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (วิทยาลัยนาฏศิลป) ให้ระงับการเผยแพร่วีดิทัศน์ดังกล่าว เพราะนำทศกัณฐ์มาทำกิจกรรม “ไม่เหมาะสม” เช่น หยอดขนมครก ขับโกคาร์ต ถ่ายเซลฟี่ ขี่บั้งไฟ ทศกัณฐ์ถือว่าเป็นราชาแห่งยักษ์ทั้งปวง เป็นตัวละครในวรรณคดีที่สง่างาม น่าเกรงขาม ไม่ควรจับมาทำกิจกรรมดังกล่าว
หลังจากถูกตำหนิ ผู้กำกับวีดิทัศน์เกิดความน้อยใจจึงระบายความรู้สึกในเฟซบุ๊ก ทำให้คนฮือฮาสนใจดูผลงาน และส่งต่อเกิดเป็นกระแสสนับสนุน คนจำนวนมากเห็นว่าวีดิทัศน์นี้สนุก สร้างสรรค์ น่ารัก ไม่เห็นว่ามีอะไรไม่เหมาะสม
ส่วนตัวดิฉันเมื่อได้ยินข่าว ก็คาดว่ามีเนื้อหาที่ “ก้ำกึ่ง” ในทางใช้ความรุนแรงหรือลามกอนาจาร เดาว่าอาจเป็นงานศิลปะแบบ “ล้ำสมัย” ที่คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบ เพราะไม่คุ้นเคย ไม่เข้าใจ หรือเป็นการท้าทาย “ความเชื่อ” หรือเป็นนามธรรมเกินไป แต่พอได้ดูแล้วพบว่าเป็นศิลปะแบบ “ประชานิยม”(Pop Art) ที่เข้าใจง่าย ไม่ได้สุ่มเสี่ยงเรื่องความรุนแรงหรือลามกอนาจาร และไม่ถึงกับท้าทายความเชื่อ
ความขัดแย้งนี้ทำให้นึกถึงเรื่องของ “ละครใน” กับ “ละครนอก” ที่อาจารย์กำชัย ทองหล่อเคยเล่าให้ฟังสมัยเป็นนักเรียน ประมาณว่าละครนอกเป็นการพัฒนาปรับเปลี่ยนละครในรั้วในวังให้ชาวบ้านทั่วไปได้เข้าถึงศิลปะและความบันเทิง เมื่อกูเกิลหาข้อมูล ก็พบการยืนยันว่าในอดีตก็มีการประยุกต์ละครไทยและต่อมาก็เป็นที่ยอมรับโดยฝ่ายจารีตที่มีอำนาจ (Establishment)
เว็บไซต์ของกรมศิลปากร (ส่วนหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม) เล่าว่า “ละครนอก” นั้น “จังหวะของการร้องและการบรรเลงดนตรีค่อนข้างเร็ว เวลาเล่นตลกมักเล่นนานๆ ไม่คำนึงถึงการดำเนินเรื่อง และไม่ถือขนบธรรมเนียมประเพณี... เริ่มต้นแสดงก็จับเรื่องที่เดียวไม่มีการไหว้ครู”
ผู้ชม “ละครใน” จะ “อยู่ในระเบียบแบบแผน ประเพณี มีมารยาทดี สามารถจะนั่งฟังเพลงที่ไพเราะและชมบทรำที่เชื่องช้าประณีตได้ แต่ชาวบ้านทั่วไปที่ต้องทำมาหากินเห็นจะรอไม่ได้”
สิ่งที่เกินคาดคือ “ละครนอกที่ชาวบ้านเขาเล่นดูกันนั้น ท้าวพระยามหากษัตริย์เป็นตัวตลกทั้งสิ้น ...แม้แต่บทละครนอกซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์โดยรักษาลักษณะของละครนอกไว้ครบถ้วน”
ดังนั้น หากพิจารณาในบริบทของละครนอกซึ่งเป็นที่ยอมรับแล้วจะเห็นว่า วีดิทัศน์ทศกัณฐ์ “เที่ยวไทยมีเฮ” มิได้หลุดกรอบเลย
ส่วนตัวดิฉันหลังจากได้ดูเทปรายการ “ต่างคนต่างคิด” ที่มีการเชิญศิลปินแห่งชาติ (ด้านนาฏศิลป์-โขนยักษ์) ตัวแทนกระทรวงวัฒนธรรม และผู้กำกับวีดิทัศน์มาพูดคุยกัน เห็นว่าผู้กำกับแสดงความนอบน้อมและได้ถอยแล้วในหลายๆ จุด ทั้งยังรับปากในรายการว่าจะยอมตัดเพิ่มอีกจุดที่พลยักษ์คุกเข่าไหว้ทศกัณฐ์ข้างถนน (ใกล้ๆ พระบรมมหาราชวัง) เพราะครูศิลปินท่านบอกว่า “ไม่เหมาะสม”
ขณะเดียวกันดูรายการนี้แล้วก็เกิดความเข้าใจ เห็นใจฝ่ายอนุรักษนิยมมากขึ้น แม้จะยังไม่เห็นด้วยแต่ก็รู้สึกเคารพนับถือครูศิลปินแห่งชาติที่ท่านรับว่าผู้กำกับได้รักษาอัตลักษณ์ของทศกัณฐ์แล้วระดับหนึ่ง และท่านเองก็มีความยืดหยุ่นต่อความสมัยใหม่ในระดับหนึ่ง กระทรวงวัฒนธรรมก็แสดงความเข้าใจประโยชน์ของการนำศิลปะไทยมาต่อยอดเพื่อสร้างการรับรู้ที่กว้างขวางขึ้น
ข้อสรุปจากรายการคือ ประยุกต์ได้แต่ต้องให้ถูกอัตลักษณ์ ความขัดแย้งจึงเป็นเรื่องของความเห็น : อะไรคือขอบเขตของอัตลักษณ์ที่ควรจะรักษาไว้? แล้วใครเป็นผู้ตัดสิน?
มีคนตั้งข้อสังเกตว่าถ้าจะตามอย่างโบราณโดยเคร่งครัด ควรจะแสดงให้เห็นว่าทศกัณฐ์แม้เป็นกษัตริย์แต่ก็เป็น “ผู้ร้าย” ที่กระทำสิ่งที่เสื่อมเสียศีลธรรมด้วยหรือไม่?
ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา ในกรณีนี้เป็นเรื่องดีเพราะแสดงว่าศิลปะไทยมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย หากมีอีกบ้างก็จะมี “ละครนอก” เกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ ศิลปะและวัฒนธรรมความเป็นไทยจะสามารถสืบทอดถึงคนรุ่นหลังได้ง่ายขึ้นตามความปรารถนาของสังคมทั่วไป
การถอยของผู้กำกับอาจสะท้อนความเป็นจริงเชิงพาณิชย์ ที่ผู้สร้างต้องแข่งขันเพื่อชนะใจผู้ตัดสินซึ่งเป็นฝ่ายจารีตที่มีอำนาจให้เงินรัฐสนับสนุน แต่การ “ตัดสิน” ในครั้งนี้จะมีผลให้ศิลปะไทยพัฒนาช้าลงไปไหม?
หากกูเกิลคำว่า “โขนประยุกต์” จะพบตัวอย่างศิลปะแบบล้ำสมัยที่น่าสนใจมาก แม้ไม่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และคงไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ศิลปินบางคนเป็นที่ยอมรับในเวทีโลกอาจจะเป็นหัวหอกในการพัฒนาศิลปะไทยในอนาคตก็เป็นได้
ศิลปะต่างจากเรื่องของศีลธรรมที่ต้องแยกแยะความผิดถูก และพึงสนับสนุนเฉพาะสิ่งที่ถูก
ศิลปะเป็นเรื่องของการกระตุ้นความคิด จินตนาการ ความรู้สึก เป็นการสร้างสรรค์ที่ควรจะเปิดกว้าง รองรับความหลากหลายในสังคม และเปิดทางให้นวัตกรรมและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ได้พัฒนาขึ้น







