
ตัวแบบเพื่อการพยากรณืเศรษฐกิจมหภาค
...ยุทธนา เศรษฐปราโมทย์
การวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคและพยากรณ์ตัวแปรสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อัตราการขยายตัวของ GDP อัตราเงินเฟ้อ ค่าเงินบาท เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชน ดังจะเห็นได้จากการนำเสนอประเด็นเหล่านี้อยู่เสมอในสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ซึ่งการพยากรณ์ของนักเศรษฐศาสตร์จากหน่วยงานต่างๆ เครื่องมือที่ใช้ในการพยากรณ์เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ผลการพยา กรณ์ที่เผยแพร่ ในวันนี้ผมจะพูดถึงตัวแบบที่ใช้ในการพยากรณ์เศรษฐกิจประเภทต่างๆ ครับ
ในการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ เพื่อให้ได้ค่าพยากรณ์ที่สะท้อนการปรับตัวของเศรษฐกิจมหภาคต่อการเปลี่ยนเปลงของปัจจัยพื้นฐาน จำเป็นต้องมีการใช้ตัวแบบทางสถิติเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลต่อตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญ โดยตัวแบบในการวิเคราะห์สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ตัวแบบเศรษฐกิจมหภาคที่มีขนาดใหญ่ และตัวแบบขนาดเล็กในลักษณะ Spreadsheet Model
ตัวแบบขนาดใหญ่เพื่อการพยากรณ์เศรษฐกิจมหภาคจะใช้งานในหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ติดตามภาวะเศรษฐกิจมหภาค สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานวิชาการอิสระ โดยตัวแบบที่ใช้ประกอบด้วย ตัวแบบเศรษฐมิติมหภาค (Macroeconometric Model) และตัวแบบในลักษณะดุลยภาพทั่วไป (CGE ทั้งแบบปกติและตัวแบบเชิงพลวัต
– DSGE) ลักษณะทั่วไปของตัวแบบประเภทนี้จะมีความซับซ้อนทั้งในเชิงของขนาดตัวแบบที่ใหญ่ ครอบคลุมตัวแปรจำนวนมาก และวิธีการคำนวณที่ต้องอาศัยหลักการทางสถิติในการประมาณค่าที่ซับซ้อนเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคในเชิงพลวัตได้อย่างเป็นระบบ โดยตัวแบบเหล่านี้สามารถใช้ในการพยากรณ์ตัวแปรที่สำคัญตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ เช่น การพยากรณ์อัตราเงินเฟ้อบนพื้นฐานของข้อสมมติเกี่ยวกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ อัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ หรืออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงิน รวมถึงนโยบายการคลังส่วนตัวแบบขนาดเล็กมักจะมีการใช้ในหน่วยงานภาคเอกชน เช่น ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทหลักทรัพย์ โดยมากจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับตัวแบบทางการเงินส่วนใหญ่ที่สร้างโดยการใช้โปรแกรม Excel ซึ่งเชื่อมโยงตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคสำคัญๆ ที่ต้องการพยากรณ์เข้ากับดัชนีชี้นำที่มีอิทธิพลต่อตัวแปรเหล่านี้ ถึงแม้ว่าตัวแบบขนาดเล็กจะมีความซับซ้อนของตัวแบบทั้งในด้านจำนวนตัวแปรและความเชื่อมโยงระหว่างตัวแปรต่างๆ ที่น้อยกว่าตัวแบบเศรษฐกิจมหภาคขนาดใหญ่ แต่จะมีจุดเด่นที่สำคัญคือความยืดหยุ่นของตัวแบบที่สามารถปรับปรุงรูปแบบความสัมพันธ์และเพิ่มเติมข้อมูลให้ทันสมัยได้โดยง่าย เนื่องจากการคำนวณจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของโปรแกรม Excel ที่นักวิจัยส่วนใหญ่มีความคุ้นเคย และสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลอื่นๆ นอกจากนี้การจัดทำตัวแบบยังมีความยืดหยุ่นในการกำหนดรูปแบบสมการที่ไม่ผูกติดกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคทำให้สามารถประยุกต์ใช้กับดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจประเภทต่างๆ ได้ดี นอกจากนี้ตัวแบบขนาดเล็กยังมีสะดวกในการปรับปรุงข้อมูลทำให้สามารถใช้ข้อมูลล่าสุดที่มีการเผยแพร่ในการสร้างค่าพยากรณ์ได้อย่างรวดเร็ว และมีการปรับประมาณการได้บ่อยๆ
จากจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกันข้างต้นทำให้ตัวแบบ 2 ประเภทนี้มีการใช้งานที่แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ในการพยากรณ์ของแต่ละหน่วยงาน โดยในหน่วยงานภาครัฐ การพยากรณ์เศรษฐกิจมหภาค
นอกจากจะเป็นการส่งสัญญาณต่อภาคเอกชนเพื่อการเตรียมปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มเศรษฐกิจแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลของปัจจัยเสี่ยงในแต่ละช่วงเวลา และแนวนโยบายมหภาคต่างๆ เช่น นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ ดังนั้นคุณลักษณะของตัวแบบที่ใช้จึงไม่ใช่แค่การให้ค่าพยากรณ์ที่แม่นยำ แต่ยังรวมถึงการสามารถประยุกต์ใช้เพื่อการวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis) และประเมินผลกระทบเชิงนโยบายประเภทต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาตัวแบบขนาดใหญ่ที่สามารถเชื่อมโยงปัจจัยที่สำคัญทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคเข้าสู่ตัวแบบได้อย่างครบถ้วน
ส่วนในสถาบันการเงิน การพยากรณ์เศรษฐกิจนอกจากจะเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของหน่วยงานในด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคแล้ว ยังเพื่อใช้ในการตัดสินใจทางการเงินทั้งของสถาบันการเงินเองและของลูกค้า จากลักษณะความผันผวนของตลาดการเงินทำให้จำเป็นต้องมีการตัดสินที่รวดเร็ว ดังนั้นตัวแบบที่ใช้จึงมักเป็นตัวแบบขนาดเล็กที่เชื่อมโยงกับดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสามารถปรับผลการพยากรณ์เพื่อตอบสนองต่อข้อมูลข่าวสารที่มีการเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว และมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างตัวแบบและผลการพยากรณ์ตามปัจจัยที่มีอิทธิพลในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้นเราจึงเห็นการเผยแพร่ผลการพยากรณ์ของหน่วยงานเหล่านี้ที่บ่อยและมีการปรับเปลี่ยนค่าพยากรณ์อยู่เสมอๆ
จากข้อมูลข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าผลการพยากรณ์ที่มีการเผยแพร่ของหน่วยงานต่างๆ จะมีลักษณะที่แตกต่างกันตามตัวแบบที่ใช้ ดังนั้นการเข้าใจวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ของแต่ละหน่วยงานและตัวแบบทางสถิติที่ใช้ในการคำนวณ จึงจำเป็นต่อการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เผยแพร่สู่สาธารณชน รวมถึงการตีความและการนำรายงานผลการพยากรณ์เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมครับ







