
1-5-60-34
...สมโพธิ ศรีภูมิ
เห็นผมขึ้นหัวข้อบทความอย่างนี้แล้ว ท่านผู้อ่านอย่าได้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นสูตรปุ๋ยชนิดใหม่ หรือเป็นการใบ้หวยงวดต่อไป หรือเป็นรหัสลับวันอาทิตย์ดับโลกสลายใดๆ นะครับ แท้จริงแล้วผมจะเขียนเกี่ยวกับการเกษียณอายุ ไม่ว่าจะจากการเป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานประจำของบริษัทห้างร้านเอกชน ที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะขณะนี้ใกล้ที่จะเข้าสู่เดือน ก.ย.ต.ค. ซึ่งเป็นฤดูโยกย้ายใหญ่ของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ จึงไม่แปลกที่จะเห็นข่าวคนโน้นจะได้ขยับไปเป็นนี่ ข่าวคนนี้จะได้โยกไปเป็นโน่น ออกมาอยู่เนืองๆ ส่วนคนที่ใกล้จะถึงฝั่งเต็มที (ผมหมายถึงเกษียณอายุราชการนะครับ) กลับไม่ค่อยจะมีใครพูดถึง คิดแล้วมันน่าน้อยใจซะยิ่งนัก อุตส่าห์รับราชการหรือเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจมาตลอดชีวิตการทำงาน ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติมาก็มากมาย บางคนได้เป็นใหญ่เป็นโตชนิดมีคนไปมาลาไหว้จนหัวบันไดบ้านไม่แห้ง แต่พอใกล้จะหมดบุญวาสนา กลับพุ่งความสนใจไปที่ผู้ที่จะมาใหม่เสียอย่างนั้นแหละ
ผมคิดว่าเราๆ ท่านๆ ได้ยินกันมาพอสมควรแล้วว่า ปัญหาพื้นฐานของคนไทยเมื่อย่างเข้าสู่วัยเกษียณก็คือ การมีเงินออมไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ที่ผ่านมาเราอาจโชคดีที่มีระบบครอบครัวอุปถัมภ์ มีลูกๆ หลานๆ คอยเลี้ยงดูคุณตาคุณยายตอนแก่เฒ่า แต่ด้วยสภาพบีบคั้นทางเศรษฐกิจ ด้วยวิถีชีวิตอย่างคนเมืองที่แพร่กระจายออกไป ทำให้เราใช้ชีวิตในลักษณะครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ลูกๆ ในยุคนี้ไม่ได้เติบโตกับปู่ย่าตายาย แต่กลับเติบโตกับพี่เลี้ยง (ชาวต่างชาติ) และกับโรงเรียนที่คุณพ่อคุณแม่บางคนพาไปฝากตั้งแต่ยังไม่ครบ 2 ขวบเลย ความผูกพันข้ามรุ่นจึงลดน้อยลงไป ดังนั้น การหวังที่จะให้ลูกหลานคอยเลี้ยงดูเราในยามแก่เฒ่าก็คงลดน้อยลงไปด้วย ผมลองกดเครื่องคิดเลขดูคร่าวๆ สมมติว่าเรามีชีวิตหลังเกษียณอีก 20 ปี หากต้องการมีเงินใช้เดือนละ 1 หมื่นบาททุกเดือน เราต้องมีเงินออม 1.7 ล้านบาท ณ วันที่โบกมือลาจากงานประจำเมื่อตอนอายุ 60 ปี การที่จะใช้เงิน 1.7 ล้านบาท ให้ได้ครบ 20 ปี ยังต้องมีเงื่อนไขพ่วงท้าย คือต้องนำ 80% ของเงินที่เรามีอยู่ในแต่ละปี ไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 4.5% พูดง่ายๆ ก็คือ เราต้องกินต้องอยู่บนเงินต้นและดอกเบี้ยไปพร้อมๆ กัน ที่สำคัญคือ ตลอด 20 ปีนี้ ห้ามป่วย หรือหากจะป่วยก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของค่าใช้จ่าย 1 หมื่นบาทต่อเดือน แล้วไปป่วยใหญ่เอาตอนอายุ 80 ปี ป่วยให้สะใจตายไปเลย ตอนนั้นจะมีเงินเหลือประมาณ 2 หมื่นบาท เอาไว้เป็นค่าทำศพ ทีนี้ใครคิดว่าเดือนละ 1 หมื่นบาทมันน้อยไป อยากจะมีใช้ 2 หมื่นบาทต่อเดือนหลังเกษียณ ไม่ยากครับ เอา 2 คูณ 1.7 ล้านบาท ท่านก็จะได้ตัวเลขเงินออมก่อนเกษียณ ใครอยากใช้ 5 หมื่นบาทต่อเดือน ก็เอา 5 คูณ แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม ท่านต้องลงทุนโดยต่อเนื่องทุกปีตามเงื่อนไขข้างต้นนะครับ
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ท่านคงเห็นปัญหาใหญ่ 2 ปัญหาแล้วครับ ปัญหาแรก จะหาเงิน 1.7 ล้านบาท มาจากไหนเมื่อเกษียณ และปัญหาที่ 2 พอเกษียณแล้วจะเอาเงินไปลงทุนอะไรดีที่จะไม่เจ๊ง (หรือที่มักเรียกกันว่า
“ให้เงินทำงาน” แทนเรา) เพราะตลอดชีวิตก็เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือลูกจ้างมาโดยตลอด แต่ทั้ง 2 ปัญหานี้ มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งครับ คือหากท่านแก้ปัญหาแรกไม่ตก ท่านไม่ต้องไปแก้ปัญหาที่ 2 เพราะเมื่อเกษียณแล้วท่านไม่มีเงินจะเอาไปลงทุนอะไรกับเขา ผมเคยฟังรายการวิทยุรายการหนึ่งเกี่ยวกับสถิติการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งน่าสนใจและผมหยิบขึ้นมาเป็นหัวข้อบทความในครั้งนี้ (ต้องขออภัยอย่างสูงครับที่จำชื่อรายการไม่ได้แล้ว) เขาบอกว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยทุกๆ 100 คน ที่เกษียณอายุออกไป มีเพียง 1 คนเท่านั้นที่ใช้ชีวิตได้อย่างเหลือกินเหลือใช้ ในขณะที่อีก5 คน มีชีวิตหลังเกษียณอย่างพอกินพอใช้ ไม่ต้องลำบากลำบนหางานเสริมมาทำแต่อย่างใด ส่วนกลุ่มใหญ่ของคนวัยหลังทำงานคือประมาณ 60 คน ยังต้องหยิบโน่นหานี่มาทำเพื่อเลี้ยงชีวิต สำหรับที่เหลืออีก 34 คนนั้น หากลูกหลานไม่ดูแล ก็ต้องรอโอกาสให้ ช่อง 3 ช่อง 7 มาเจอแล้วเอาไปออกรายการวงเวียนชีวิตอย่างเดียว พูดง่ายๆ คืออยู่ในสภาพใกล้อดตายครับ กลายเป็นคนจนรุ่นใหม่ของสังคมไปโดยปริยายอีตาวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักธุรกิจ นักลงทุน และนักอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายที่คนตั้งฉายาไว้ให้ แกพูดไว้ง่ายๆ แต่ทำได้ยากว่า หากเรานำเงิน 1,000 บาท ไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 5% ต่อปีเป็นเวลาติดต่อกัน 5 ปี 10 ปี 20 ปี และ 30 ปี เงิน 1,000 บาทนี้ จะงอกเงยเป็นเงิน 1,276 บาท 1,629 บาท 2,650 บาท และ 4,322 บาทตามลำดับ หากผลตอบแทนขยับเป็น 8% ต่อปี เงิน 1,000 บาท จะกลายเป็น 10,063 บาท ใน 30 ปี ข้อคิดที่จะได้จากอีตาบัฟเฟตต์ก็คือเราสามารถทำเงิน 1,000 บาท ให้เป็น 1 หมื่นบาทได้
แต่ต้องใช้เวลา เช่นเดียวกับการออม การที่จะมีเงิน 1.7 ล้านบาท เมื่อตอนอายุ 60 ได้ ก็ต้องเริ่มออมเสียแต่เนิ่นๆ การปลูกจิตสำนึกให้คนวัยทำงานเริ่มคิดถึงการใช้ชีวิตหลังเกษียณและเริ่มออมเงินเพื่อการเกษียณตั้งแต่ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และหากคนเหล่านี้รู้จักเครื่องมือการออมเงินตั้งแต่เยาว์วัย และสามารถแก้ปัญหาแรกได้แล้ว เขาสามารถแก้ปัญหาที่ 2 ว่าจะทำอย่างไรกับเงินออมที่มีอยู่หลังจากที่เกษียณไปแล้วได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนั้นแล้ว เครื่องมือการออมภาคบังคับและภาคแกมบังคับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือแม้แต่กองทุน LTF และ RMF ไม่น่าจะเพียงพอต่อการออมเพื่อการเกษียณ การเรียนรู้และเข้าถึงเครื่องมือการออมอื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน
แล้วใครล่ะที่จะสามารถปลูกจิตสำนึกให้ผู้ที่เริ่มเข้าสู่วัยทำงานตระหนักถึงความสำคัญของการออมเพื่อการเกษียณ เรียนรู้และเข้าถึงเครื่องมือการออมที่หลากหลาย แล้วเริ่มเข้าสู่กระบวนการออมตั้งแต่โอกาสแรก







