
เคาะปูจ่ายจำนำข้าว3.5หมื่นล้าน
คลังสรุปให้ “ยิ่งลักษณ์” ใช้ค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว 3.57 หมื่นล้าน
โพสต์ทูเดย์ - คลังสรุปให้ “ยิ่งลักษณ์” ใช้ค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว 3.57 หมื่นล้าน
นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว เปิดเผยว่า คณะกรรมการได้สรุปว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความประมาทร้ายแรงก่อให้เกิดความเสียหายในการรับจำนำข้าววงเงิน 1.78 แสนล้านบาท ใน 2 ฤดูกาลผลิต ในปี 2555/2556 และปี 2556/2557 และให้อดีตนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบเฉพาะตัวแต่เพียงผู้เดียว 20% ของมูลค่าความเสียหาย หรือเป็นวงเงินต้องรับผิดชอบ 3.57 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ได้ส่งผลสรุปให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง พิจารณาลงนามในคำสั่งปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อไป โดยอดีตนายกรัฐมนตรีหลังรับหนังสือดังกล่าวและไม่เห็นด้วย สามารถยื่นต่อศาลปกครองให้ยกเลิกคำสั่งปกครอง ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลปกครอง หากไม่รับยื่นก็จะเป็นการดำเนินงานของกรมบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์เป็นขั้นต่อไป
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการได้สรุปความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก เห็นว่า เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งหนังสือท้วงติงจะเกิดความเสียหายแล้ว แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังเดินหน้ารับจำนำข้าวต่อไป ถือเป็นการจงใจที่ไม่ยับยั้งต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นและไม่ทบทวนโครงการ
ด้านประเด็นการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวตามที่หาเสียงเลือกตั้งและรายงานต่อสภานั้น ถือว่าไม่มีความผิด แต่เป็นความผิดที่เกิดขึ้นในด้านผู้บังคับบัญชาในการเดินหน้ารับจำนำข้าวต่อไป ซึ่งต้องระวังความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนความเสียหายอีก 80% ที่เหลือนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับไปดำเนินการเอาผิดต่อไป ซึ่งยังมีอายุความ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2554
สำหรับในส่วนของการจำนำข้าวในฤดูกาลผลิต 2554/2555 คณะกรรมการความรับผิดทางละเมิดในชุดของนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาความเสียหายวงเงิน 2.8 แสนล้านบาท แต่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของกระทรวงการคลังได้พิจารณาแล้วพบว่า มีการตั้งข้อสังเกตจาก ป.ป.ช.และ สตง. ว่าอาจนำไปสู่ความเสี่ยงและได้รับความเสียหาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงได้ส่งเรื่องต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการพิจารณาว่าอาจมีความเสียหายเกิดขึ้น จึงเห็นว่าการจำนำข้าวช่วงเวลาดังกล่าวไม่จงใจหรือประมาทจนก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง จึงไม่ได้พิจารณาการชดเชยความเสียหายการจำนำข้าวในช่วงนั้น







