‘วิจัยทางคลินิก’ ปั้นเศรษฐกิจไทย โอกาสใหม่กลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณสุข
เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม คือหัวใจสำคัญของนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม คือหัวใจสำคัญของนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายมั่นปั้นมือว่าจะนำพาประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางภายใน 5-6 ปีข้างหน้าความคาดหวังต่อการสร้างเศรษฐกิจใหม่ (New Engines of Growth) มีขึ้นภายหลังประเทศไทยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ไทยแลนด์ 1.0 ที่เน้นหนักด้านการเกษตร เข้าสู่ 2.0 ซึ่งให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเบา ก่อนจะยกระดับเป็น 3.0 ที่ให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมหนักและบริการ
ทว่า ก็ไม่อาจทำให้ประเทศไทยผงาดขึ้นสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างแท้จริง
ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ครั้งนี้ รัฐบาลจึงเดิมพันด้วยการส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัย เพื่อเพิ่มมูลค่าใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย หนึ่งในนั้นก็คือ กลุ่มอุตสาหกรรมด้านสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่ทั้งเป็นจุดแข็งเดิม และยังเป็นการต่อยอดนโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ในคราวเดียว
ว่ากันตรงไปตรงมา โอกาสของประเทศไทยในอุตสาหกรรมด้านสุขภาพยังมีอยู่อีกมาก โดยเฉพาะการวิจัยทางคลินิก (Clinical Research) ที่แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร หากแต่ทำรายได้เข้าประเทศถล่มทลาย
ข้อมูลจากวงสัมมนา การประชุม สุดยอดผู้นำด้านชีวเภสัชภัณฑ์ : ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 (Biopharma Innovation Leaders’ Forum : Unlocking Thailand 4.0’s Potential) ระบุว่า ในปี 2558 ประเทศไทยมีรายได้จากการวิจัยทางคลินิกมากถึง 8,800 ล้านบาท
สอดรับกับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ประมาณการว่า ในปี 2558 มีการใช้จ่ายเพื่อทำวิจัยทางคลินิกถึง 320 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.04 หมื่นล้านบาท แต่ก่อให้เกิดประโยชน์เป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท
นั่นหมายความว่า ทุกๆ 1 บาท ของการลงทุนทำวิจัยทางคลินิก จะได้รับผลตอบแทน 2.90 บาท
นอกจากนี้ หากเป็นไปตามบทวิเคราะห์ของ ดีลอยท์ แอ็กเซส อีโคโนมิกส์ การวิจัยทางคลินิกในปี 2558 ทำให้เกิดการจ้างงานโดยตรงถึง 8,905 ตำแหน่ง ค่าจ้างรวม 4,900 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องอีก 6,604 ตำแหน่ง
ทั้งหมดเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย
สำหรับการวิจัยทางคลินิก เป็นการวิจัยขั้นสุดท้ายก่อนนำยาไปขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) เพื่อให้มั่นใจได้ว่ายาที่ผลิตขึ้นมาใหม่นั้นมีความปลอดภัย เหมาะสมกับคนในพื้นที่ รวมถึงมีประสิทธิภาพในการรักษาอย่างแท้จริง
การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 เฟส ได้แก่ 1.วิจัยในกลุ่มอาสาสมัครกลุ่มเล็ก 2.วิจัยเปรียบเทียบในกลุ่มคนไข้อาสาสมัคร 3.วิจัยในกลุ่มคนไข้อาสาสมัครขนาดใหญ่ขึ้น โดยก่อนจะเข้าสู่เฟส 1 ยาต้องผ่านการทดลองในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด มีการทดลองในสัตว์เชิงลึก และความเสี่ยงต้องต่ำที่สุดเท่านั้น
ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า “ในอดีตเรามักมีความคิดว่าต้องนำยาไปทดลองกับคนต่างประเทศก่อน เมื่อปลอดภัยก็ค่อยนำเข้ามาขายในประเทศ แต่ข้อเท็จจริงที่พบก็คือมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอ เพราะชาวต่างชาติก็มีพันธุกรรมแบบของเขา ยาตัวหนึ่งๆ อาจจะปลอดภัยหรือดีสำหรับเขา แต่กลายเป็นยาที่เกินขนาดหรือไม่ปลอดภัยกับเราก็ได้”
นั่นคือเหตุผลที่ประเทศไทยควรมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มวิจัย
อย่างไรก็ตาม หากเทียบเคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาค จะพบว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการทำวิจัยทางคลินิกไม่มากเท่าที่ควร โดยระหว่างปี 2553-2558 ประเทศไทยมีการวิจัยเพียง 976 โครงการ ขณะที่เกาหลีใต้มีมากกว่า 4,000 โครงการ หรือไต้หวันที่มีกว่า 2,000 โครงการ
วิริยะ จงไพศาล นายกสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ให้ภาพว่า สาเหตุที่ประเทศไทยทำการวิจัยทางคลินิกเฟส 1 ยังไม่มาก เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องระยะเวลาและขั้นตอนราชการ เช่น การขอนำยาเข้าประเทศ ซึ่งต้องรอการอนุมัติไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ที่สุดแล้วบริษัทยาต่างชาติจึงเลือกไปทำวิจัยเฟส 1 ในต่างประเทศ
“เราต้องไม่กลัวเฟส 1 ถ้าทุกคนกลัวเราก็จะไม่มียาใช้ ที่สำคัญคือทัศนคติเรื่องใช้คนเป็นหนูทดลองนั้นก็ต้องปรับเปลี่ยน เพราะทุกวันนี้มีการให้ข้อมูลกับอาสาสมัครเต็มที่ ดูแลอย่างใกล้ชิด มีกรรมการจริยธรรมควบคุม และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือการวิจัยต้องให้น้ำหนักกับความปลอดภัยมากที่สุด คือถ้าพบความเสี่ยงต้องหยุดทันที” วิริยะ อธิบาย
วิริยะ ให้ข้อมูลอีกว่า กว่าจะวิจัยจนเป็นยา 1 ตัว ต้องใช้เวลาศึกษาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และใช้เงินเฉลี่ย 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยา (TCELS) ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน จึงมีศักยภาพทำวิจัยได้หลากหลายแต่ก็ต้องใช้เวลามาก เช่น ยารักษามาลาเรีย ซึ่งเป็นเชื้อที่มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งต้องตามติดเชื้อกว่า 10 ปี และก็ไม่แน่นอนว่าจะวิจัยได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นอยู่ที่ประเทศไทยอยู่ในประเทศเขตร้อน ก็ควรเป็นผู้นำในการวิจัยโรคในเขตร้อน ไม่ใช่ให้ประเทศอื่นมาทำแทน
“เรากำลังมองเรื่องนี้เป็นอุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ มองมันเป็นโอกาสของประเทศไทยที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันสนับสนุน” นเรศ ระบุ
อุตสาหกรรมยาสำหรับโลกใหม่หรือชีวเภสัชภัณฑ์ อาจเป็นอนาคตและความหวังด้านการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วของไทยก็เป็นได้


