posttoday
ยกระดับปลอดภัยธนาคารออนไลน์  แค่คุมออกซิมยังไม่พอ

ยกระดับปลอดภัยธนาคารออนไลน์ แค่คุมออกซิมยังไม่พอ

15 กันยายน 2559

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

อาชญากรรมออนไลน์ที่เพิ่มปริมาณมากขึ้น และซับซ้อนยิ่งขึ้น ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นความปลอดภัยการใช้บริการการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ ยิ่งรัฐบาลมีนโยบายประกาศชัดเจนว่าประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเริ่มต้นด้วยการพัฒนาระบบการชำระเงินแห่งชาติ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) การรักษาความปลอดภัยเงินของประชาชนยิ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นไปอีก

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งในประเทศไทยมากกว่า 10 กว่าล้านราย โมบายแบงก์กิ้ง 12.9 ล้านราย เฉพาะระบบการโอนเงินรายย่อยมีธุรกรรมแต่ละเดือนประมาณ 3-4 ล้านรายการ คิดเป็นเงินประมาณ 2.25 แสนล้านบาท

ธุรกรรมการเงินออนไลน์ถือว่าเป็นขุมทรัพย์ล่อตาล่อโจรไฮเทคที่หากสามารถเจาะเข้าระบบได้ก็สูบเงินออกได้ เพียงแค่ปลายนิ้วคลิกคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ข่าวอาชญากรรมไฮเทคที่ออกมาช่วงนี้ไม่ว่าจะเป็น ตู้เอทีเอ็มธนาคารออมสินถูกแฮ็กเกอร์ปล่อยมัลแวร์เข้าไปขโมยเงิน หรือการกลับมาระบาดของฟิชชิ่งหรือปลอมหน้าเว็บไซต์ของธนาคาร ที่จะหลอกให้ลูกค้าเข้าไปใส่ข้อมูล และโอนเงินออก รวมไปถึงความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการสมัครพร้อมเพย์ แล้วจะฉกข้อมูลความลับส่วนตัว

ล่าสุดข่าวการใช้บัตรประชาชนปลอมเพื่อไปเปิดซิมการ์ดใหม่และเปลี่ยนรหัสเพื่อไปโอนเงินในระบบออนไลน์ของผู้เสียหายและโอนเงินออกไป นับว่าเป็นภัยใกล้ตัวมากขึ้นๆ

ปัญหาเรื่องความปลอดภัยกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ประชาชนทั่วไป ไม่สนใจที่จะไปลงทะเบียนในระบบชำระเงินแห่งชาติ ที่เรียกกันว่า พร้อมเพย์ ที่รัฐบาลกำลังพยายามโปรโมท เพราะกลัวว่าเงินอาจหายไปได้โดยไม่รู้ตัว จำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขประเด็นนี้และเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาโดยเร็วที่สุด

ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการเข้ามาเป็นคนกลางอย่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่จะเรียกผู้ให้บริการทางการเงิน คือ ธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางโทรคมนาคม และผู้ดูแลกฎหมายอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาร่วมหารือกันเพื่อผ่าทางตันในเรื่องนี้

เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ที่จะอยู่กับเทคโนโลยี แต่จะทำอย่างไรที่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคเอง ผู้ให้บริการ และหน่วยงานกำกับตรวจสอบที่จะตื่นตัวหามาตรการป้องกัน และพลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้เร็วที่สุด

ผลการหารือออกมา สรุปว่า สถาบันการเงินจะต้องส่งข้อมูลผู้ใช้ระบบพร้อมเพย์ โมบายแบงก์กิ้ง และอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 15 ล้านราย ให้ กสทช. เพื่อส่งต่อให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมดูแลลูกค้ากลุ่มนี้เป็นกรณีพิเศษ

นอกจากนี้ มีข้อตกลงเพิ่มเติมว่า หากลูกค้ากลุ่มดังกล่าวทำซิมการ์ดหาย จะเปลี่ยนซิมการ์ดใหม่ หรือโอนย้ายเลขหมาย จะต้องเดินทางไปแสดงตัวตนที่ศูนย์บริการลูกค้ายังค่ายมือถือด้วยตัวเอง ไม่สามารถให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนได้ เพื่อความปลอดภัยต่อเนื่องในการทำธุรกรรมทางการเงิน

นอกจากนี้ มีแนวคิดการนำระบบสแกนลายนิ้วมือมาใช้ ตามนโยบายจาก กสทช. กำชับให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมเพิ่มมาตรการเรื่องการจดทะเบียนซิม ทั้งระบบรายเดือนและเติมเงิน และการโอนย้ายข้อมูลไปยังซิมใหม่ ซึ่งทางผู้ประกอบการกำลังศึกษาก่อนปรับปรุงระบบเพื่อรองรับ ซึ่งจะทำให้ระบบการจดทะเบียนซิมมีความรัดกุมมากขึ้น และทำให้ลูกค้ามีขั้นตอนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่เชื่อว่า ระบบดังกล่าวทำให้มาตรฐานการดูแลความปลอดภัยธุรกรรมออนไลน์สูงขึ้น

นี่เป็นเพียงหนึ่งในการป้องกันการที่จะออกซิมการ์ดมือถือให้รัดกุมมากขึ้น ซึ่งเป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการเข้าถึงระบบการโอนเงินผ่านระบบดิจิทัล แต่ยังมีหลายกรณีที่เป็นช่องโหว่ให้โจรไฮเทค เข้าไปล้วงข้อมูล

แต่ฟันธงลงไปได้เลยว่า การวางระบบรักษาความปลอดภัยแค่นี้ยังไม่พอ

ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายครั้ง พบว่า ความบกพร่องเกิดมาจากการใช้งานของผู้บริโภคเอง ที่ใช้งานโดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงด้วยความไม่ตั้งใจ หรือไม่เข้าใจระบบ เช่น การเปิดเผยรหัสบัญชีต่อผู้อื่น หรือการไม่รักษาเครื่องมือและอุปกรณ์สื่อสารให้ดี เช่น ไม่เคยติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส ไปโหลดคลิป หรือเปิดลิงค์์ ที่มีความเสี่ยงจะมีมัลแวร์ฝังอยู่มาใช้  เป็นต้น

ดังนั้น การให้ความรู้และให้ข้อมูลแก่ประชาชน จึงน่าจะเป็นหัวใจของเรื่องความปลอดภัยทั้งหมด

มุมมองของ เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ในต่างประเทศมีกฎหมายดูแลการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้ใช้งานต้องแจ้งทันทีที่มีความผิดปกติ เพื่อได้รับการคุ้มครอง และธนาคารต้องมีหน้าที่รับผิดชอบพิสูจน์การทำธุรกรรมว่าความผิดปกติเกิดขึ้นจากอะไร ผู้กำกับดูแลต้องมีกฎเกณฑ์ควบคุมดูแลที่เหมาะสม และมาตรฐานความปลอดภัยระดับชาติ

ในขณะเดียวกันบทบาทหน้าที่ของสถาบันการเงินและธปท.จะต้องเน้นการให้ความรู้การใช้บริการทางการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รู้จักป้องกันตัวเองจากภัยไซเบอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางการเงิน เพราะหากเกิดปัญหาความไม่ปลอดภัยในระบบแล้วไม่เพียงที่จะทำให้ธนาคารต้องเสียเงิน แต่ที่จะสำคัญคือการสูญเสียความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ ซึ่งจะเป็นการเรียกคืนกลับมายากที่สุด และไม่สามารถที่จะประเมินค่าได้

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน