
‘อภิศักดิ์’ยันเศรษฐกิจฟื้น เพราะนโยบายรัฐ
ในวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะแถลงผลงานรัฐบาลในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา สำหรับผลงานของกระทรวงการคลัง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าได้ออกมาตรการต่างๆ เป็นจำนวนมากเพื่อดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งผลที่ออกมาชัดเจนว่าเศรษฐกิจของไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะแถลงผลงานรัฐบาลในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา สำหรับผลงานของกระทรวงการคลัง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าได้ออกมาตรการต่างๆ เป็นจำนวนมากเพื่อดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งผลที่ออกมาชัดเจนว่าเศรษฐกิจของไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“กระทรวงการคลังเป็นเหมือนกองหลังที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้น มีการสร้างพื้นฐานทางและหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ รวมถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ในเรื่องระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-เพย์เมนต์ ซึ่งทั้งหมดจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้มั่นคงและยั่งยืน ไม่ว่าใครมาบริหารประเทศก็สามารถใช้โครงการพื้นฐานเศรษฐกิจที่รัฐบาลนี้ทำขึ้นมาได้” อภิศักดิ์ กล่าว
อภิศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังยังให้ความสำคัญของวินัยการเงินการคลัง มีการออก พ.ร.บ.การเงินการคลัง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต้องควบคู่ไปกับฐานะของประเทศที่มั่นคงด้วย
ในด้านการเก็บรายได้ของประเทศ ก็ได้ให้มีกรมภาษีเพิ่มประสิทธิภาพ ให้มีการอุดช่องรั่วไหลของภาษี ที่ผ่านมาในส่วนของกรมสรรพากรก็ได้ดำเนินการมาตรการบัญชีเดียว ทำให้การเสียภาษีสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
นอกจากนี้ การทำระบบอี-เพย์เมนต์ในระยะต่อไป ก็จะให้การยื่นแบบและเสียภาษีผ่านระบบอี-เพย์เมนต์ทั้งหมด ปิดช่องการเลี่ยงภาษีและลดการไหลของการเก็บภาษีได้มากขึ้น ก็จะทำให้ฐานะของประเทศไทยดีขึ้น
เมอร์วิน แทง ผู้อำนวยการฝ่ายอันดับเครดิตประเทศภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่า อันดับเครดิตของประเทศไทยที่ “BBB+” และแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ มีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากฐานะภาคการคลัง (Public Finance) และฐานะภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักของอันดับเครดิตของประเทศ ในขณะที่ปัญหาในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่น่าเป็นห่วงในระยะยาว อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นแม้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดทั้งจากภายในประเทศและจากต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้าง รวมถึงการมีสัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและหนี้สินภาคเอกชนที่อยู่ในระดับสูง
“ปัจจัยที่จะเป็นผลเชิงบวกต่อประเทศไทย คือ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 การที่ความคืบหน้าทางการเมืองมีความชัดเจน ได้ทำให้มุมมองต่อประเทศดีขึ้นตามลำดับมาแล้ว แต่ที่ต้องจับตาต่อ คือ รัฐบาลชุดใหม่นั้นจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นของภาคเอกชนได้หรือไม่ และจะทำให้ภาคเอกชนไทยมีการลงทุนเพิ่มได้หรือไม่” เมอร์วิน กล่าว
จาตุรงค์ จันทรังษ์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า กนง.กังวลต่อการเคลื่อนไหวแข็งค่าของเงินบาทน้อยลง หลังจากก่อนหน้านี้ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับบางสกุล แต่ล่าสุดได้เคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าลงแล้ว อย่างไรก็ดีการดำเนินการดูแลในส่วนที่เงินบาทแข็งค่ากว่าบางสกุล อย่างเงินหยวนของจีนและเงินด่องของเวียดนามนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานต่อที่ประชุม กนง.แล้ว ว่า ธปท.จะติดตามดูผู้เล่นในตลาดเงินในส่วนนี้อย่างใกล้ชิดขึ้น แต่จะไม่ออกมาตรการมาดูแลการแข็งค่าของเงินบาทเพิ่มเติมจากที่ทำอยู่
“เรื่องค่าเงินบาทที่บางช่วงปรับแข็งค่าขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ในการดูแล ธปท.ก็ได้รายงานให้ กนง.รับทราบแล้ว ซึ่งในช่วงต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ธปท.ก็ได้ใช้เครื่องมือต่างๆ ดูแลอยู่แล้ว แต่ ธปท.ก็รายงานให้ กนง.ทราบว่าจะมีการติดตามดูแลผู้เล่นในตลาดอย่างใกล้ชิดขึ้น รวมถึงจะมีการปรับลดกฎเกณฑ์และกติกาการทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกได้มากขึ้น เพื่อให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าออกสมดุลกันมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแผนงานการดูแลให้เงินทุนไหลเข้าออกสมดุลที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง” จาตุรงค์ กล่าว
จาตุรงค์ กล่าวว่า ในส่วนของความผันผวนและการปรับลดลงของตลาดหุ้นไทยทาง กนง.ไม่ได้มีความกังวลอะไร เพราะมีหน้าที่ดูแลในส่วนของเงินทุนเคลื่อนย้าย เพื่อไม่ไห้ค่าเงินผันผวนมากเป็นหลัก ส่วนการที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ กนง.จะให้ความสำคัญในการติดตามดูการนำเงินไปแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นมากกว่า แต่เท่าที่ดูก็เห็นมีการนำเงินไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) มากขึ้น แต่ความเสี่ยงจากปัญหานี้ก็ไม่ได้มากขึ้นนัก และยังไม่พบการนำเงินไปลงทุนที่สูงขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย







