posttoday
วุฒิฯจับมือสสส.ถกปัญหาโลกร้อน

วุฒิฯจับมือสสส.ถกปัญหาโลกร้อน

20 สิงหาคม 2553

วุฒิสภาจับมือ สสส.ปลุกสังคมรับมือภาวะโลกร้อน ชี้โลกร้อนทำภัยธรรมชาติทวีรุนแรง-ถี่ขึ้นหลายเท่าตัว ทั้งพายุ-ไฟป่า-คลื่นยักษ์ เผยไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับที่ 31 ของโลกและที่ 4 อาเซียน ส่งผลน้ำทะเลขึ้น 20 มิลลิลิตร/ปี ปลุกรัฐบาลตื่นรับมือด่วน

วุฒิสภาจับมือ สสส.ปลุกสังคมรับมือภาวะโลกร้อน ชี้โลกร้อนทำภัยธรรมชาติทวีรุนแรง-ถี่ขึ้นหลายเท่าตัว ทั้งพายุ-ไฟป่า-คลื่นยักษ์ เผยไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับที่ 31 ของโลกและที่ 4 อาเซียน ส่งผลน้ำทะเลขึ้น 20 มิลลิลิตร/ปี ปลุกรัฐบาลตื่นรับมือด่วน

คณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ วุฒิสภา ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้ร่วมกันจัดสัมมนาเรื่อง “ผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อสุขภาวะ”

พญ.พรพันธุ์ บุณยรัตนพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาสาธารณสุข วุฒิสภา ระบุว่า จากสถิติในช่วง 30 ปี ระหว่างปี 2513-2544 พบว่าทั่วโลกเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงและมีความถี่เพิ่มขึ้น เช่น การเกิดพายุแรง 121 ครั้ง ในระหว่างปี 2513-2522 ขณะที่ในปี 2532-2543 พบพายุ 300 ครั้ง ไฟป่า 11ครั้ง เพิ่มเป็น 54 ครั้ง ดินถล่ม 34 ครั้ง เพิ่มเป็น 114 ครั้ง คลื่นยักษ์ 2 ครั้ง เพิ่มเป็น 12 ครั้ง อุณหภูมิสูงจัด 9 ครั้ง เพิ่มเป็น 70 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งหากไม่มีมาตรการแก้ไขคาดว่าความสูญเสียของทุกประเทศในแต่ละปีจะมีมูลค่าสูงถึง 5-20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของโลก (world GDP) สำหรับประเทศไทย 5% ของ GDP จะ มีมูลค่าถึง 4.5 แสนล้านบาท หรือครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดิน

พญ.พรพันธุ์  กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภาวะโลกร้อนเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆทั่วโลก โดยประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับที่ 31 ของโลก หรืออันดับ 4 ของอาเซียน ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยสูงขึ้น จำนวนวันที่มีอากาศร้อนเพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น 20 มิลลิเมตร/ปี นับตั้งแต่ปี 2503 เป็น เหตุให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยถึงขั้นวิกฤติ รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ การสร้างความตระหนักในสังคม และในระดับนโยบายควรมีการทำงานที่เชื่อมโยงกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรธรรมชาติ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ต้องดำเนินยุทธศาสตร์ด้านการลดโลกร้อนอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับระดับท้องถิ่นที่ต้องสร้างความร่วมมือของชุมชนให้เกิดการมีส่วน ร่วม เพื่อเป็นปราการหนึ่งในการพิทักษ์สุขภาพจากโลกร้อน

ขณะที่ นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาฯ กล่าวว่า ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในประเทศไทยที่เกิดจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้จำนวนวันที่ร้อนกว่า 35 องศา มีมากขึ้น โดยภาคที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในช่วงกลางวันคือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคเหนือตอนล่าง ในช่วงเดือนเมษายน จะมีอุณหภูมิประมาณ 42-43 องศา ส่วนคืนที่เย็นจะหายไปเรื่อยๆ พื้นที่อากาศเย็นจะเหลือเพียงพื้นที่เทือกเขาสูง ปริมาณฝนโดยรวมจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก แต่จำนวนวันฝนตกจะมีความเปลี่ยนแปลง  และระดับน้ำ ทะเลจะมีความแปรปรวนสูงมาก ทำให้พื้นที่ชายฝั่งมีความเสี่ยงสูง โดยปัญหาน้ำจะเป็นเรื่องที่สำคัญของประเทศ 

ด้าน นพ.สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงทางสุขภาวะของภาวะโลกร้อนคือ กลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวเช่น หัวใจ หลอดเลือด ซึ่งอาจเสียชีวิตได้ เมื่อเกิดคลื่นความร้อนสูง รวมทั้งคนในเขตเมืองที่คลื่นความร้อนไม่กระจายตัว ซึ่งในสหรัฐอเมริกา มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนมากกว่าผู้เสียชีวิตจากพายุเฮอร์ลิเคน  โดยในแต่ ละปีมีผู้ป่วยถึง 175 คน/ปี  สำหรับประเทศไทยมีผู้เจ็บป่วยจากความร้อนเพิ่มขึ้น โดยจังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงสุดคือ มุกดาหาร ตามด้วยนครราชสีมา และกาญจนบุรี ส่วนผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เกิดจากปัญหาหมอกควัน ซึ่งในภาคเหนือ มีผู้ป่วยจากระบบทางเดินหายใจถึง 1 แสนราย โดย จ.แม่ฮ่องสอนมีผู้ป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองสูงสุด เพราะมีปริมาณฝุ่นสูงสุดตามด้วย จ.น่าน และ จ.พะเยา  นอกจากนี้  อุณหภูมิ ที่สูงขึ้นและรูปแบบของฝนตกที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การกระจายของแมลงที่เป็นพาหะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดโรคมาลาเรียและไข้เลือดออก

นายคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้าน  กล่าวถึงปราการสิ่งแวดล้อมสีเขียวว่า  มนุษย์เกิดมาพร้อมกับสร้างความเสียหายกลับ คืนสู่ธรรมชาติเพราะปัญญาของมนุษย์ที่ล้มเหลว  ดังนั้นควรมีวิธีการป้องกันด้วยการนำต้นไม้มาแก้ปัญหา ซึ่งตนได้สร้างอาณาจักรเขียวหมื่นปีขึ้น เพราะต้นไม้จะตอบแทนกลับมาให้มนุษย์ได้รับประโยชน์ 10,000 เปอร์ เซ็นต่อปี  ซึ่งประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะสมที่ สุดในการปลูกต้นไม้  ดังนั้นเราจึงจัดทำเกษตรปราณีตขึ้นเพื่อให้มีการเรียนรู้เรื่องที่ดินและการ ป้องกันโลกร้อน  นอกจากนี้ ยังสามารถปลูกฝัง ชาวบ้านให้รู้เรื่องการปลูกต้นไม้และรักษาผืนป่า อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาต้องเริ่มด้วยด้วยการปลูกต้นไม้ เพราะใช้ทุนน้อยสามารถทำได้ทันทีไม่ต้องรอ และจะได้สอดคล้องกับภูมิประทศของเรา  อีกทั้งยังสามารถช่วยลดความขัดแย้งในสังคมได้เป็นอย่างดี  เพราะต้องอาศัยคามร่วมมือร่วมใจกันถือเป็นการสร้างคาม สามัคคีด้วย ซึ่งประชาชนทั้งประเทศจะได้ประโยชน์เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีวิต
  นายสุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีตำบลปริก อ.สะเดา จ.สงขลา กล่าวถึงปราการพิทักษ์มลภาวะในชุมชนว่า ตำบลปริกได้มีแนวคิดการจัดการขยะฐานศูนย์  เนื่องจากที่ผ่านมาตำบลปริกมีขยะถึง วันละ 8-10 ตัน ทำให้ต้องใช้งบประมาณเพื่อขนย้ายขยะถึงปีละ 3 ล้านบาท ซึ่งหากสามารถจัดการกับขยะอินทรีย์ที่มีอยู่ 67% และมีขยะรีไซ ด์เคิล อีก 20 % ได้ ทำให้เหลือขยะที่ต้องจัดการเพียง 10% เท่านั้น ทำให้เกิดแนวคิดการจัดการขยะในชุมชนจากต้นทาง กลางทาง และปลายทาง

ทั้งนี้ การจัดการขยะต้นทางคือ การสร้างความเข้าใจ และฝึกให้คนในชุมชนร่วมกันการจัดการขยะในครัวเรือน เช่น การคัดแยกขยะ การนำขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ยหรือทำเป็นก๊าซชีวภาพ รวมถึงการนำน้ำล้างข้าวสารมาใช้ประโยชน์ทำน้ำยาล้างจาน  ส่วนการจัดการขยะกลางทางคือ การจัดตั้งธนาคารขยะ โดยเยาวชนเป็นผู้จัดการ เพื่อเป็นหน่วยรับซื้อขยะรีไซด์เคิล และการจัดการขยะปลายทาง โดยเทศบาลจะ เป็นผู้คัดแยกขยะส่วนที่เหลือ โดยมีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในบ่อขยะเพื่อทำปุ๋ย   ทำให้ สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อปุ๋ย ไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท ทั้งนี้การจัดการขยะถือเป็นนโยบายที่ท้องถิ่นควรทำ โดยต้องทำงานร่วมกับประชาชนเพื่อให้เกิดความร่วมมือในทางปฏิบัติ

นายอรรถชัย จินตะเวช อาจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลต่อภาคการเกษตร คือ อายุข้าวจะสั้นลง เพราะอากาศร้อนที่มากขึ้น ทำให้กระทบต่อการผลิตข้าว 100% ดังนั้นเราต้องปรับตัวใน กระบวนการผลิต โดยต้องเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพราะในแต่ละพื้นที่มีความหลากหลาย เพื่อให้เกิดการปรับตัวในแต่ละพื้นที่ และควรมีการศึกษาถึงภาวะโลกร้อนในระยะยาว รวมถึงการปรับแนวคิด และสื่อสารเพื่อสร้างความให้เข้าใจของคนทุกกลุ่ม

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน