
"บิ๊กตู่"ให้ความเป็นธรรมข้าราชการผู้น้อยจำใจสนองโกง
นายกฯเผยคตช.เพิ่มอำนาจศูนย์ต่อต้านการทุจริต ให้ความเป็นธรรมข้าราชการระดับล่างที่ต้องจำใจสนองนโยบายโกง
นายกฯเผยคตช.เพิ่มอำนาจศูนย์ต่อต้านการทุจริต ให้ความเป็นธรรมข้าราชการระดับล่างที่ต้องจำใจสนองนโยบายโกง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ว่า จากการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ได้เห็นชอบให้เพิ่มอำนาจหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) นับเป็นกลไกใหม่ ในแต่ละทุกกระทรวง มีหน้าที่ประสานงาน เร่งรัด กำกับและติดตาม ให้รัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนในกำกับของกระทรวง ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ รวมทั้งติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้วย โดยต้องทำงานประสานสอดคล้องกับ ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) –ป.ป.ช.– ป.ป.ท. –สตง.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยรัฐบาลนี้ ถือว่าการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็น “วาระแห่งชาติ”การดำเนินการทุกอย่าง ต้องมิใช่เป็นเพียงแนวนโนบาย หรือเป็นแผนในกระดาษ แต่ต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเป็นรูปธรรม ในทุกระดับ และมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก 3 ปีที่ผ่านมา (2556 – 2558) ปัญหาการทุจริต พบความเสียหายในหน่วยงานรัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มากกว่า 200 เรื่อง คิดมูลค่าความเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท
วันนี้ รัฐบาลนี้ทำให้สถานการณ์การทุจริตลดลงอย่างชัดเจนตามผลสำรวจของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index : CPI) เกือบ 180 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2556 – 2558 อันดับของประเทศไทย “ดีขึ้น” ทุกๆ ปี อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2556 ก่อนที่รัฐบาลนี้ และ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ เราอยู่อันดับที่ 102 ปัจจุบันเราอยู่อันดับที่ 76 (“ดีขึ้น” เกือบ 30 อันดับ) โดยเป้าหมายสำคัญในการปราบปรามการทุจริตของ รัฐบาลคือ “คนโกงรายเก่าจะต้องหมดไป คนโกงรายใหม่ต้องไม่เกิด และไม่เปิดโอกาสให้มีการโกง ในทุกวงการ”เพราะเราต้องทำงานเชิงรุก ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง
ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ จำนวน 258 ราย ดำเนินการทางวินัยของต้นสังกัดแล้วเสร็จ จำนวน 62 ราย มีผลทางวินัยให้ไล่ออก 8 ราย พ้นจากตำแหน่ง 25ราย ที่เหลืออยู่ระหว่างการตรวจสอบหน่วยงานด้านปราบปรามทุจริต เพื่อความรอบคอบและรัดกุม อย่างไรก็ตามมีความห่วงใยเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ซึ่งบางทีไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือไม่ได้รู้เห็นกับการทุจริต แต่ต้องทำงานตามนโยบาย ตามคำสั่ง ไม่กล้าปฏิเสธ เนื่องจากเป็นผู้น้อย หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงสั่งการในที่ประชุม คตช. ให้พิจารณาหากลไกที่เหมาะสมในการให้ความเป็นธรรม แก่เจ้าหน้าที่ระดับล่างเหล่านั้น และเห็นว่าการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศต้องพิจารณาอย่างเป็นระบบ และครบวงจร/ อาทิ
(1) สภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน ซึ่งโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง และสมัยใหม่เป็นเสมือน “ดาบ 2 คม” โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ/โดยฝ่ายที่จ้องกระทำผิด สรรหาเครื่องมืออุปกรณ์สมัยใหม่ ที่มีราคาสูง / ฝ่ายปราบปราม ก็ต้องปรับปรุง พัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งก็จำกัดด้วยงบประมาณ / ดังนั้น กลไกที่มีศักยภาพ คือ “ประชาชนทุกคน” ที่เป็นเจ้าของประเทศ ต้องเป็นหู เป็นตา ร่วมมือกัน
(2) ปัจจัยภายในและภายนอก พื้นฐานต่างกัน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมความไม่รู้จักพอเพียง ความโลภของมนุษย์ / ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลกับความเจริญทางสังคม เกิดเป็นสังคมบริโภคนิยม-วัตถุนิยม เต็มไปด้วยการแย่งชิงทรัพยากรไม่เกื้อกูลกันเป็นโลกแห่งการแข่งขัน เสรี ตามหลักการประชาธิปไตยสากล – ตะวันตก PART 2 ในอดีตนั้น สังคมไทย เน้นคุณธรรม จริยธรรม แต่ในปัจจุบันนั้นเราให้ความสำคัญน้อยลง เป็นไปตามกลไกของโลกใบนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปนะครับ เอากลับมาที่เดิมด้วย







