
ซาอุฯผนึกรัสเซียดันน้ำมัน ตลาดไม่เชื่อทำได้จริง
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
สมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ของโลก อย่างซาอุดิอาระเบียจับมือกับรัสเซีย ผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกและผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความร่วมมือผลักดันราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปสูงถึง 5% ก่อนการประกาศความร่วมมือดังกล่าว กลับลงมาอย่างรวดเร็วเท่ากับที่พุ่งขึ้นไป แสดงให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นของตลาดต่อการประกาศดังกล่าวที่ยังไม่เห็นภาพเป็นรูปธรรมเท่าที่หวังไว้
แถลงการณ์ดังกล่าวไปไกลกว่าการพูดคุยเพียงคำพูดเล็กน้อย โดยซาอุดิอาระเบียและรัสเซียเห็นพ้องในการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อคอยตรวจสอบตลาดและออกคำแนะนำ รวมถึงมีมาตรการร่วมกันเพื่อช่วยราคาน้ำมันและสามารถทำนายได้ว่า ราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด
ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่า ความเคลื่อนไหว “เล็กน้อย” ในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีในอนาคต โดย เฮลิมา คอร์ฟต์ นักกลยุทธ์โภคภัณฑ์ของอาร์บีซีแคปิตัลมาร์เก็ต ธนาคารเพื่อการลงทุนในแคนาดา เปิดเผยว่า การพูดคุยดังกล่าวนับมีความหมายอย่างยิ่ง แม้จะไม่มีการคงกำลังการผลิตออกมาให้เห็น โดยแสดงให้เห็นความย่ำแย่ที่ผู้ผลิตต้องเผชิญและยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่จะมีมาตรการร่วมกันออกมาภายหลัง
แม้กลุ่มโอเปกนำโดยซาอุดิอาระเบียจะเป็นผู้ผลักดันนโยบายผลิตน้ำมันออกมาในปริมาณมากเพื่อทวงส่วนแบ่งการตลาดที่เสียไปให้แก่ผู้ผลิตนอกโอเปกและผู้ผลิตเกิดใหม่อย่างผู้ผลิตเชลออยล์ในสหรัฐ แต่นโยบายดังกล่าวก็สร้างความเสียหายให้กับสมาชิกโอเปกที่ต้องอดทนกับภาวะที่ราคาน้ำมันร่วงลงจากระดับเหนือ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อ 2 ปี ก่อน เหลือเพียงราวครึ่งหนึ่งในปัจจุบัน
ชาติโอเปกที่กำลังย่ำแย่ ได้แก่ เวเนซุเอลา ที่ใกล้จะล้มละลายและเผชิญกับภาวะแห้งแล้งอย่างหนัก ไนจีเรีย ซึ่งเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยและกำลังการผลิตที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในกลุ่มโอเปกจากความไม่สงบในประเทศประกอบ เช่นเดียวกับอิรัก ขณะที่อัลจีเรียยังคงไม่พอใจกับราคาน้ำมันระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปัจจุบัน แม้จะเพิ่มขึ้นมาจากระดับต่ำกว่า 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และเรียกร้องให้มีการพูดคุยคงกำลังการผลิตเรื่อยมา
แม้กระทั่งกับซาอุดิอาระเบีย ก็ต้องผลาญทุนสำรองระหว่างประเทศเกือบ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7 ล้านล้านบาท) โดยอยู่ที่ 5.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 19 ล้านล้านบาท) เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา จากระดับ 7.37 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 25 ล้านล้านบาท) เพื่อตรึงค่าเงินไว้กับเหรียญสหรัฐ หลังจากค่าเงินซาอุดิอาระเบียอ่อนค่าลงไปอย่างมาก
นอกจากนี้ แม้ซาอุดิอาระเบียจะพยายามปฏิรูปประเทศให้พึ่งพาน้ำมันน้อยลง แต่การปฏิรูปดังกล่าวก็เป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวถึงปี 2030 และต้องผ่านความยากลำบากอีกมาก เช่น การลดสวัสดิการประชาชนและการรัดเข็มขัดทางการคลัง ท่ามกลางรายได้จากน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
ด้านรัสเซียเองก็เผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ไม่ต่างกัน ส่งผลให้จำนวนประชาชนยากจนเพิ่มขึ้นจาก 16 ล้านคน ในปี 2014 เป็น 20 ล้านคน ในปีนี้ ซึ่งคิดเป็นถึง 14% ของประชากรทำหมด ในขณะที่รัสเซียต้องจำใจตัดลงงบประมาณรายจ่ายรัฐบาลลงจากรายได้จากน้ำมันที่น้อยลงตามราคา
อย่างไรก็ตาม เพราะความย่ำแย่ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งหลาย จึงทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่า ผู้ผลิตเหล่านั้นต้องการให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น เพื่อช่วยรายได้ของรัฐบาลและเศรษฐกิจในระยะสั้นอีก 2 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้
สาเหตุเป็นเพราะข้อตกลงดังกล่าวนั้นไม่ใช่การคงกำลังการผลิตอย่างที่ตลาดหวังจะเห็น ขณะที่ก่อนหน้านี้ซาอุดิอาระเบียกับรัสเซียก็เคยมีการพูดคุยในทำนองนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะล่มลงในการพูดคุยที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อเดือน เม.ย. เมื่อซาอุดิอาระเบียเปลี่ยนท่าทีเนื่องจากอิหร่าน ซึ่งถือเป็นคู่แข่งทางการเมืองสำคัญ ไม่ยอมคงการผลิตด้วย
ขณะเดียวกัน การผลิตของกลุ่มโอเปกเองก็กำลังผลิตเต็มศักยภาพอยู่แล้วในตอนนี้ เช่น ซาอุดิอาระเบีย ที่ผลิตได้ 10.67 ล้านบาร์เรล/วัน เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่เกือบใกล้เคียงกับกำลังการผลิตที่ซาอุดิอาระเบียประกาศว่าสามารถทำได้ที่ 12.5 ล้านบาร์เรล/วัน และจากการขาดการลงทุนในส่วนน้ำมันจากราคาน้ำมันถูกและการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไม่ให้พึ่งพาน้ำมันมากเกินไป ทำให้ซาอุดิอาระเบียผลิตได้สูงสุดในระดับเดือน ก.ค.
เช่นเดียวกับรัสเซียที่เพิ่มการผลิตมาราว 5 แสนล้านบาร์เรล/วัน นับตั้งแต่ปี 2014 ก็ดูเหมือนจะพอใจกับปริมาณการผลิตระดับปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นมาแล้วเช่นกัน ดังนั้นหากคงกำลังการผลิตเอาไว้ในระดับปัจจุบัน จะเท่ากับเป็นการคงกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาแล้วนับตั้งแต่ซาอุดิอาระเบียเริ่มแผนการทวงคืนส่วนแบ่งการตลาดในปี 2014
“ทั้งคู่ผลิตเต็มศักยภาพแล้วตอนนี้ จึงไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะเพิ่มกำลังการผลิตมากกว่านี้ในระยะสั้นไปจนถึงระยะกลาง” จอร์จี สลาลอฟ นักวิเคราะห์จากมาเร็กซ์ สเป็คตรอน บริษัทโบรกเกอร์ในกรุงลอนดอน
สำหรับระยะสั้นนี้ ผู้ผลิตอย่างโอเปกและรัสเซียอาจจะต้องการน้ำมันที่แพงขึ้นมาหน่อย เพื่อรอให้น้ำมันกลับคืนสมดุลในท้ายที่สุด ซึ่งอาจจะเร็วสุดในปีหน้า โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) คาดการณ์ว่า แรงซื้อน้ำมันมีแนวโน้มอยู่ที่ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2016 ขณะที่ปริมาณน้ำมันโลกคาดว่าจะลดลง 5.6 แสนบาร์เรล/วัน ในปี 2017 หากสมาชิกโอเปกผลิตน้ำมันในอัตราเดียวกับในปีนี้ แสดงให้เห็นการคืนสู่สมดุลของตลาดในปีหน้า







