
บทพิสูจน์
หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดผู้นำจี20 ที่จีน บรรดาผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนไปจนถึงประเทศคู่เจรจาของอาเซียน ทั้งกลุ่ม บวก 3 และบวก 6 ก็จะเดินทางกันต่อไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก 18 ประเทศ เป็นเวทีต่อไปในสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 6-8 ก.ย.
หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดผู้นำจี20 ที่จีน บรรดาผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนไปจนถึงประเทศคู่เจรจาของอาเซียน ทั้งกลุ่ม บวก 3 และบวก 6 ก็จะเดินทางกันต่อไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียตะวันออก 18 ประเทศ เป็นเวทีต่อไปในสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 6-8 ก.ย.
ความน่าสนใจของอาเซียนซัมมิตในปีนี้ก็คือ เป็นเวทีใหญ่ครั้งแรกที่ผู้นำแต่ละประเทศจะได้ถกปัญหาเรื่องทะเลจีนใต้ นับตั้งแต่มีคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศออกมาเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวทีตรงที่มีผู้เล่นแทบจะครบทุกฝ่ายมารวมกัน ต่างจากเวทีจี20 ที่มุ่งเน้นไปเรื่องเศรษฐกิจกันเป็นหลักมากกว่า
อาเซียนซัมมิตรอบนี้ยังเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า ความเป็นเอกภาพภายในอาเซียนได้ล่มสลายไปแล้ว และปล่อยให้อาเซียนที่สำนักเลขาธิการฯ แทบจะไร้บทบาทลงไปทุกวันๆ เป็นเพียงสงครามตัวแทนช่วงชิงอิทธิพลกันระหว่างจีนและสหรัฐหรือไม่
ความร้าวฉานในอาเซียนนั้นได้รับการฉายภาพออกมาชัดที่สุดเมื่อครั้งการประชุมซัมมิตในปี 2012 ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่การประชุมไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้ เนื่องจากเจ้าภาพไม่เห็นด้วยกับแถลงการณ์ตำหนิจีนในปัญหาทะเลจีนใต้
สำหรับครั้งนี้ทุกฝ่ายต้องจับตาดูว่าอาเซียนจะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แตกแยกซ้ำรอย ระหว่างฝ่ายจีนที่นำโดยกัมพูชาและลาว ฝ่ายสหรัฐที่นำโดยฟิลิปปินส์และเวียดนาม และฝ่ายที่เหลือที่ยังไม่รู้หัวก้อยว่าจะเอียงไปฝั่งไหนดีหรือไม่
ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาเซียนต้องการให้สหรัฐกลับมาช่วยคานอิทธิพลของจีนที่ครอบคลุมไปทั่วภูมิภาค และอาศัยความเป็นพี่ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ทุนหนาบีบประเทศเล็กกว่า ทำให้อาเซียนไม่สามารถร่วมแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกภาพได้
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกประเทศจะต้อนรับการกลับมาปักหมุดทวงอิทธิพลของสหรัฐอย่างเต็มที่ เพราะนอกจากบทบาทผู้เขียนกฎของโลกที่คุมเศรษฐกิจและการเมืองผ่านระเบียบเงื่อนไขต่างๆ เช่น บัญชีการค้ามนุษย์แล้ว หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 เป็นต้นมา หลายประเทศต่างก็ต้องหันไปพึ่งพาเศรษฐกิจจีนกันเป็นหลัก
แม้ตลาดจีนจะซบเซาลงในช่วง 2-3 ปีมานี้ แต่ก็ใช่ว่าสหรัฐจะกลายมาเป็นที่พึ่งแทนได้ นอกจากพวกที่จะได้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าใหม่ๆ เช่น เวียดนาม ที่จะเข้าร่วมทีพีพี หรือฟิลิปปินส์ที่ไม่ค่อยมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนมากนักเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน เกือบทุกประเทศต่างก็ยังต้องพึ่งพาภาคเศรษฐกิจจริงของจีนอยู่ และทำให้การแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับจีนมากเกินไปอาจไม่เป็นผลดีกับประเทศตัวเอง
ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดค่ะว่า ในขณะที่เวทีการเมืองระหว่างประเทศกำลังร้อนแรง สวนทางกับเศรษฐกิจการค้าที่ยังแผ่ว อาเซียนเราจะเล่นบทในสมดุลอำนาจนี้อย่างไร







