อำนาจนิยมในโรงเรียน
หลังคลิป “ครู” บังคับให้เด็กกราบหน้าเสาธง เนื่องจากทดสอบอาการแพ้อาหารด้วยตัวเอง แล้วพบว่าเด็กไม่ได้แพ้
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
หลังคลิป “ครู” บังคับให้เด็กกราบหน้าเสาธง เนื่องจากทดสอบอาการแพ้อาหารด้วยตัวเอง แล้วพบว่าเด็กไม่ได้แพ้ ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ คือ มีอดีต “นักเรียน” ซึ่งเคยถูกคำสั่ง หรือถูกบังคับให้ทำแบบเดียวกันต่างก็แชร์ประสบการณ์ร่วมกันเป็นจำนวนมาก
แน่นอนบางคนอาจจะผิดจริง หรือบางคนอาจจะมีความผิดที่ “คลุมเครือ” เพราะในวัยเด็ก เราอาจแยกแยะความผิดได้ลำบาก แต่ดุลพินิจการลงโทษและการตัดสินถูก-ผิดของครูเป็นอะไรที่น่ากลัวเสมอ
ตัวผมเองเคยถูกครูสั่งให้ไป “กราบเสาธง” ต่อหน้านักเรียนช่วงชั้นอื่นๆ เกือบ 3,000 คน โทษฐาน “คุยกัน” ในแถว ทั้งที่ในเวลานั้นไม่ได้คุยกับใครที่ไหน เพียงแต่นั่งอยู่ในกลุ่มเด็กที่คุยกัน เลยโดนยกโขยงไปกัน 5-6 คน
เรื่องนี้ผมมองเป็นเรื่องตลกนะครับ แต่ถ้ามีใครสักคนที่เจ้าคิดเจ้าแค้น หรือถูกเลี้ยงมาอีกแบบ แน่นอนเขาอาจมีปมในใจ กลายเป็นคนที่ต่อต้านสังคมก็เป็นได้
อีกเคสหนึ่ง พี่ที่รู้จักกันแชร์ประสบการณ์ว่าถูกครูสมัยมัธยม จับไปตัดผมโชว์นักเรียนทุกคน เนื่องจากมีผมที่ “หยักศก” แต่กำเนิด จนครูมองว่าไปใช้เทคนิคดัดผม เพื่อตั้งใจฝ่าฝืนกฎของโรงเรียน
แน่นอนเขาแสดงออกซึ่งความไม่พอใจต่อการลงโทษของครู เพราะไม่ได้รู้สึกผิดอะไร อย่างไรก็ตามครูเองก็ไม่พอใจกับอาการ “ดื้อแพ่ง” จนเพื่อนต้องรบเร้าให้ไปแสดงท่าทาง “ขอขมา”
ครับ สังคมแบบไทยๆ ผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจเหนือกว่ามักจะถูกเสมอ ซึ่งทางเลือกของผู้น้อย โดยเฉพาะในระบบโรงเรียน ไม่มีอะไรมากไปกว่าต้องยอมรับโทษ และ “ขอโทษ” ด้วยความนอบน้อม ไม่ว่ากฎที่ออกมานั้นจะชอบธรรมหรือไม่
กลับกลายเป็นว่า หลายคนเห็นว่าการแสดงอำนาจแบบนี้ถูกต้องแล้ว เพราะเมื่อ 30-40 ปีก่อน การลงโทษแบบเด็ดขาดอย่างการเอาแปรงลบกระดานโยนใส่หัว หรือการเอาไม้เรียวฟาดไม่ยั้ง ได้สร้าง “เจ้าสัว” “นักธุรกิจ” หรือ “ข้าราชการระดับสูง” จำนวนมาก ให้เป็นเจ้าคนนายคนจนถึงทุกวันนี้
ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง กระทรวงศึกษาธิการประกาศเลิกลงโทษด้วย “ไม้เรียว” กลับกลายเป็นว่ามีผู้ใหญ่จำนวนมากแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะในยุคของเขา ไม้เรียวได้สร้างระเบียบวินัย ไปจนถึงกรอบที่พวกเขาเดินตามจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่
แต่ความเป็นจริง ก็คือ การใช้ดุลพินิจลงโทษของครู (ทั้งในกรณีทำผิดจริง หรือไม่ได้ทำอะไรผิด แต่โดนหางเลขไปด้วย) ด้วยความรุนแรงนั้น ในทางกลับกันได้ทำให้เด็กจำนวนมาก เกิดปมในใจ บางคนเกิดอาการซึมเศร้า บางคนเกิดอาการไม่เชื่อมั่นในตัวเอง บางคนหลุดจากระบบการศึกษาไปเป็นเด็กแว้น หรือเป็นนักเลงหัวไม้ไปเลยก็มี
สิ่งที่แปลก ก็คือ ระบบอุดมศึกษากลับรับเอาวัฒนธรรมความรุนแรงและความเคารพต่อผู้ใหญ่ ซึ่งถูกเปลี่ยนจากครู เป็น “รุ่นพี่” ตามระบบซีเนียริตี้ “มาก่อนเป็นพี่ มาหลังเป็นน้อง มาพร้อมกันเป็นเพื่อน” เข้ามาไว้ด้วย
ที่น่าตกใจ คือ มหาวิทยาลัยที่ได้รับจัดอันดับสูงที่สุดในประเทศ ก็ยังมีระบบนี้อยู่ นับประสาอะไรกับมหาวิทยาลัยตามหัวเมืองต่างจังหวัด ซึ่งใช้ระบบลงโทษโดยรุ่นพี่เกือบทุกแห่ง โดยไม่สนใจระเบียบมหาวิทยาลัย หรือกฎหมาย แต่ให้ความสำคัญกับ “ประเพณี” ว่าคนรุ่นก่อนๆ ทำกันได้ ทำไมรุ่นใหม่จะทำไม่ได้
กลายเป็นว่าการสถาปนาระบบอำนาจนิยม ได้ครอบงำช่วงชั้น “วัยรุ่น” ตั้งแต่ตอนต้น ตอนกลาง ไปจนถึงตอนปลาย เป็นที่เรียบร้อย
ผมคิดว่านี่คือปัญหาสำคัญ ที่ทำให้ระบบการศึกษาไทยยังวนอยู่กับที่ คือเราให้ “อำนาจ” ในเชิงดุลพินิจ และการตัดสินใจลงโทษ รวมศูนย์อยู่กับผู้ที่เป็น “ผู้ใหญ่” เพียงคนเดียว แม้ว่าผู้ใหญ่คนนั้นจะใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรมเพียงใดก็ตาม
ขณะเดียวกัน วิธีการลงโทษก็ยังเน้นเชือดไก่ให้ลิงดู มากกว่าจะมีกระบวนการสืบสวนความผิดอย่างมีอารยะ สร้างกระบวนการลงโทษ แบบที่ให้นักเรียนได้ไตร่ตรองตัวเอง หรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ประเภททำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์
ด้วยเหตุนี้ การศึกษาไทย จึงวนเวียนอยู่กับการเชื่อฟังคำสั่ง และการรับคำสั่งมาปฏิบัติ ไม่ใช่การคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เรื่องเศร้า ก็คือ การ “ปฏิรูปการศึกษา” ก็ยังคงอยู่ภายใต้กรอบคิดนี้
การถูกกดโดยผู้อาวุโสกว่า จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำรงอยู่ต่อไป เพราะผู้มีอำนาจเห็นแล้วว่า ด้วยวิธีนี้จะสามารถรักษาสังคมไทยในอุดมคติต่อไปได้ จะได้ไม่ต้องเสี่ยงกับความวุ่นวาย และความไม่สงบ ที่อาจถูกท้าทายจาก “พวกหัวสมัยใหม่” ในอนาคต


