posttoday
เอฟทีเอสหรัฐ-ยุโรปเหลว เสี่ยงฉุดค้าเสรีพหุภาคีวูบ

เอฟทีเอสหรัฐ-ยุโรปเหลว เสี่ยงฉุดค้าเสรีพหุภาคีวูบ

31 สิงหาคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

แม้จะยังไม่มีการประกาศออกมาอย่างเป็นทางการว่า การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนทรานส์แอตแลนติก (ทีทีไอพี) หรือข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างสหรัฐ-สหภาพยุโรปนั้น ได้ล้มเหลวลงแล้ว ทว่าจากสัญญาณลบเบื้องต้นของ ซิกมาร์ แกเบรียล รัฐมนตรีเศรษฐกิจเยอรมนี ที่ถือเป็นประเทศเศรษฐกิจเบอร์ 1 ในยุโรป ก็พอจะบอกได้แล้วว่า เอฟทีเอ 2 ทวีปนี้ไม่น่าจะคลอดออกมาได้จริง

นับตั้งแต่เริ่มต้นเจรจากันมาในปี 2013 จนคุยกันเป็นรอบที่ 14 เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา สหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ก็ยังไม่สามารถบรรลุความตกลงสำคัญๆ 27 ด้านออกมาได้ และนอกจากการประท้วงที่ทยอยดังขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ก็แทบจะไม่มีข่าวดีเกี่ยวกับทีทีไอพีออกมาให้เห็น จนทำเอาหลายฝ่ายวิตกว่าความล้มเหลวของดีลนี้จะลามไปถึงเอฟทีเอพหุภาคีอื่นๆ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ไปด้วย

บางฝ่ายยังมองในแง่ร้ายถึงขั้นที่ว่า ยุคสมัยของข้อตกลงการค้าเสรีพหุภาคีนั้นได้ตายลงไปแล้วพร้อมกับที่ประชุมองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ)และโลกก็ไม่เคยบรรลุดีลเอฟทีเอพหุภาคีขนาดใหญ่ได้เลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้

เพราะไม่ว่าจะเป็นปัจจัยการเมืองที่เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น พลวัตโลกาภิวัตน์ที่เสื่อมถอยลง และความซับซ้อนของโลกยุคดิจิทัล ล้วนแล้วแต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การบรรลุดีลพหุภาคีในทุกวันนี้เป็นไปได้ยากขึ้น

ในเคสของทีทีไอพีนั้นเคยเป็นความหวังใหม่ของโลกพัฒนาแล้วว่า จะเป็นเอฟทีเอที่ช่วยเพิ่มปริมาณการค้า และการลงทุนระหว่างสหรัฐกับอียูได้มหาศาล โดยคาดว่าหากบรรลุผลได้จริง จะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของอียูได้ 0.4% และสหรัฐ 0.5%

อย่างไรก็ตาม การเจรจาทีทีไอพีกลับติดอุปสรรคสำคัญหลายด้านตั้งแต่เนื้อหาเงื่อนไขของข้อตกลงเอง ที่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้บรรษัทเอกชนข้ามชาติของสหรัฐมากเกินไป ไปจนถึงประเด็นการเมืองทั้งจากฝั่งสหรัฐและยุโรป

เงื่อนไขหนึ่งในข้อตกลงที่ฝั่งยุโรปไม่สามารถตกลงกันได้ก็คือ ทีทีไอพีจะเปิดช่องโหว่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งฝั่งยุโรปนั้นขึ้นชื่อว่าเข้มงวดในด้านนี้มากกว่าฝั่งสหรัฐ เช่น การที่ต้องยอมให้ทำเกษตรกรรมพืชตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) มากขึ้นกว่าร้อยชนิด จากเดิมที่ยุโรปยอมรับเฉพาะข้าวโพดเป็นสินค้าตัวเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ การที่สหรัฐต้องการประนีประนอมให้ผ่อนคลายหลักการระวังไว้ก่อน ซึ่งกำหนดให้ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าสินค้าจะไม่เป็นอันตรายกับผู้บริโภค ไปเป็นแนวทางการจัดการความเสี่ยงแทนนั้น ยังทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างในยุโรปว่า ยุโรปกำลังยอมลดมาตรฐานของตัวเองในการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อแลกกับข้อตกลงนี้

แม้ตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา กระบวนการเจรจาเอฟทีเอจะถือเป็นความลับระหว่างรัฐบาล แต่ทีทีไอพีถูกโจมตีว่ามีการเผยแพร่ข้อมูลออกมาน้อยมากพอๆ กับการเปิดให้สาธารณชนผู้มีส่วนได้-เสีย มีส่วนร่วมในเอฟทีเอฉบับนี้ ซึ่งยิ่งทำให้เกิดกระแส “ความไม่ไว้ใจ” ขยายตัวเป็นวงกว้างในฝั่งยุโรป รายละเอียดภายในข้อตกลงส่วนใหญ่มักได้รับการเผยแพร่ออกมาจาก “เอกสารหลุด” จากการแฉของเว็บไซต์บางรายเท่านั้น ซึ่งยิ่งทำให้คนยุโรปยากที่จะเชื่อใจ และเปลี่ยนใจจากความคิดที่ว่า สหรัฐโดยเฉพาะบรรษัทข้ามชาติสหรัฐกำลังเอาเปรียบ

เพราะหนึ่งในเงื่อนไขของข้อตกลงที่ทำให้ยุโรปกระอักกระอ่วนไม่น้อยก็คือ เงื่อนไขทางกระบวนการยุติธรรมที่เปิดช่องให้บริษัทเอกชนต่างชาติสามารถยื่นฟ้องรัฐบาลประเทศที่เข้าไปลงทุนได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบ Chilling effect ที่ทำให้รัฐบาลลังเลที่จะออกระเบียบหรือ กฎหมายต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อบริษัทต่างชาติออกมา

นอกเหนือจากรายละเอียดของข้อตกลงที่เป็นอุปสรรคแล้ว ประเด็นทางการเมืองก็ยังมีผลต่อทีทีไอพีไม่น้อยเช่นกัน โดยในฝั่งสหรัฐนั้นว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ไม่ว่าจะเป็น ฮิลลารี คลินตัน หรือ โดนัลด์ ทรัมป์ ล้วนแล้วแต่ไม่สนับสนุนข้อตกลงการค้าเสรี และไม่ต้องการสร้างประเด็นขัดแย้งใหม่กับกลุ่มแรงงานรายได้ต่ำในประเทศ ณ เวลานี้ ส่วนในฝั่งยุโรปนั้น เยอรมนีและฝรั่งเศสกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในปีหน้า ซึ่งทำให้ถูกมองว่านักการเมืองของ 2 ประเทศใหญ่นี้ไม่ต้องการเสี่ยงถกดีลซึ่งไม่เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน

นอกจากนี้ ทีทีไอพียังถือเป็นข้อตกลงเอฟทีเอที่มีการเปิดช่องให้นำเรื่องสิทธิมนุษยชนมาเป็นเงื่อนไขอุปสรรคทางอ้อมด้วย หลังจากที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ เพิ่งผ่านการต่ออายุกฎหมาย “ฟาสต์แทร็ก” เมื่อกลางปีที่แล้ว หรือกฎหมายที่ให้ประธานาธิบดีมีอำนาจใช้ช่องทางพิเศษเพื่อผลักดันข้อตกลงการค้า ซึ่งต้องมีการปกป้องคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนด้วย

อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวของทีทีไอพียังเป็นเรื่องยากที่จะบ่งชี้ได้ว่าข้อตกลงอื่นๆ เช่น ทีพีพีจะล้มเหลวไปด้วย

ปัจจุบัน ทีพีพีมีการบรรลุข้อตกลงของ 12 ประเทศภาคีสมาชิกไปแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนการให้สัตยาบันของแต่ละประเทศเท่านั้น จึงนับว่ามาไกลกว่าข้อตกลงอย่างทีทีไอพีมาก อีกทั้งประเทศคู่เจรจาส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการเจาะเข้าตลาดใหญ่ของสหรัฐ จึงนับได้ว่ามีแรงต้านจากภายนอกน้อยกว่า ส่วนภายในสหรัฐเองนั้น ยังมีความเป็นไปได้ที่ฮิลลารี คลินตัน จะเพียงแค่สงวนท่าทีเพราะไม่ต้องการเสียฐานเสียงมากกว่า และอาจกลับท่าทีมาสนับสนุนภายหลังหากได้รับเลือกตั้ง

เพราะทีพีพีถือเป็นหลักไมล์สำคัญของข้อตกลงการค้าสหรัฐที่มาชนกับจีนโดยเฉพาะ และยังถือเป็นการเขียนบัญญัติหลักการค้าโลกในยุคใหม่ด้วยตนเอง ที่คงไม่สามารถปล่อยให้ล่มได้อีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว