posttoday
ตัดไฟแต่ต้นลม

ตัดไฟแต่ต้นลม

25 สิงหาคม 2559

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

โดย...ภุมรัตน  ทักษาดิพงศ์

การที่นายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2544 ออกคำสั่งในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 49/2559 เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2559 เรื่อง มาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปกำหนดมาตรการและกลไกส่งเสริมความเข้าใจระหว่างศาสนิกชน แสดงว่าท่านได้ยินและมีความกังวลต่อการกระทำของคนบางกลุ่ม

ก่อนการลงประชามติไม่กี่วัน มีการให้ข้อมูลที่ผิดแก่พี่น้องไทยมุสลิมระดับชาวบ้านทั่วไป โดยนำศาสนาเข้ามาเป็นประเด็น เช่น หากร่างรัฐธรรมนูญผ่าน พี่น้องจะไม่ได้รับอนุญาตให้สร้างมัสยิดอีก ห้ามการเรียนการสอนด้านศาสนาและภาษา ห้ามทำละหมาด ห้ามผู้หญิงมุสลิมคลุมผ้าฮิญาบ รวมทั้งปลุกปั่นว่าแม้แต่ชาวพุทธพวกเขากันเองยังไม่สนับสนุนศาสนาของเขา แล้วเขาจะมาสนใจไยดีพวกเราทำไม เป็นต้น และชักชวน อย่าไปออกเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

หากเปิดดูร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 พบว่า มีมาตรา 31 และมาตรา 67 ที่เกี่ยวกับศาสนาโดยตรง มีการเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และปี 2550 โดยชี้ให้เห็นว่า  มาตรา 31 (ปี 2559) เขียนเพียงวรรคเดียว คือ “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” แต่ที่ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็น คือ ไม่ได้ใส่วรรคสองของปี 2540 และ 2550 ซึ่งระบุว่า “ในการใช้เสรีภาพตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใดๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา  หรือปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกต่างจากบุคคลอื่น” จากจุดนี้เอง จึงมีคนบางกลุ่มนำไปกล่าวหาว่า กรธ.“รอนสิทธิ” ของพวกเขา

เรื่องนี้นอกจากไม่มีการรอนสิทธิแล้ว ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งได้ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ตามหลักสากล ตามมาตรา 25 และ 26 โดยมาตรา 25 วรรคแรกระบุว่า “สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิและเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น” สรุปว่าอะไรที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้ เราทำได้ทั้งนั้น ยกเว้นกระทบต่อรัฐและสิทธิเสรีภาพของคนอื่น หากกลัวว่ารัฐจะออกกฎหมายมาห้ามนั้น คงทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะมาตรา 26 ระบุว่า “การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ...”

แค่ย้อนกลับไปดูมาตรา 31 วรรคแรก ก็เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า สิทธิและเสรีภาพยังครบหมดทุกอย่าง ไม่มีใครไป “รอนสิทธิ” พวกท่านแต่อย่างใด แต่อาจเป็นเพราะวิธีเขียนที่แตกต่างกัน บางคนกล่าวหาอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญไม่มีการกระจายอำนาจและให้สิทธิแก่ชาวมลายูมุสลิม รวมถึงไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์และบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งที่หลายคนบอกว่า การปกครองท้องถิ่นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าแก่พี่น้องมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยซ้ำ

จริงอยู่ หลายท่านเข้าใจผิดโดยสุจริตใจ จึงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เราไม่ว่ากัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามี “ขบวนการ” ในการยุแหย่ให้เกิดความเข้าใจผิด ด้วยการให้ข้อมูลผิดๆ แก่ชาวบ้านโดยใช้ศาสนาเป็นข้ออ้าง เพื่อไม่ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ และอาจมีวัตถุประสงค์เลยเถิดไปกว่านั้น ประชาชนมีสิทธิเต็มที่ที่จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ แต่ต้องให้พวกเขาใช้วิจารณญานเอง อย่าไปชี้นำโดยให้ข้อมูลในทางที่ผิด และทำให้คนไทยแตกแยกกัน เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองในอนาคต

กลับมาดูที่มาตรา 67 วรรคแรก เขียนว่า “รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น” ซึ่งหมายถึงทุกศาสนาในประเทศไทยที่มีคนนับถือย่อมได้รับการอุปถัมภ์และคุ้มครองโดยเท่าเทียมกัน ส่วนวรรคสองเป็นการอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ “ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย”

เรื่องนี้ยังมีคนเอามาบิดเบือนอีกจนได้ว่า “รัฐสนใจแต่เฉพาะศาสนาพุทธเท่านั้น ศาสนาอื่นไม่สนใจ” ทำไมไม่ระบุชื่อศาสนาอื่นเข้าไปด้วย ต้องเข้าใจด้วยว่าวิธีการเขียนรัฐธรรมนูญนั้น จะให้เขียนระบุทุกศาสนา ความเชื่อที่คนในประเทศนับถือลงไปทั้งหมดคงไม่ได้ รายละเอียดต้องไปใส่ในกฎหมายลูก หรือใส่ไว้ในคำสั่งของ คสช.ดังกล่าว ที่สามารถระบุทุกศาสนาไว้

ย้อนกลับมาที่มาตรา 67 ซึ่งเป็นเรื่องปัญหาของศาสนาพุทธโดยเฉพาะ เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความพยายามโดยคณะสงฆ์บางกลุ่มบิดเบือนคำสอนในพระพุทธศาสนาไปจากหลักการเดิมจนบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยน เกิดอลัชชีมากมายในวงการสงฆ์ จนสังคมทนไม่ไหวและกดดันให้มีการปฏิรูปวงการสงฆ์ครั้งใหญ่ มาตรานี้ต้องการให้พระพุทธศาสนาของไทยปฏิรูปไปในแนวทางที่ถูกต้องและยึดถือกันมานาน แต่ยังมีบางคนอุตส่าห์หาเหตุมาพูดจนได้ว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปกป้องสิทธิของผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเท่านั้น แต่ละเลยผู้ที่นับถือศาสนาอื่นและศาสนาพุทธนิกายอื่น ซึ่งในบริบทของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจเป็นการละเมิดสิทธิของผู้นับถือศาสนาอิสลาม” ว่าเข้าไปนั่น

หวังว่าคำสั่ง คสช.ที่ 49/2559 คงทำให้คนที่ไม่เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนาได้เข้าใจดีขึ้น และยุติการนำศาสนาไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองปลุกระดมให้คนไทยแตกแยกกันอีก

ข่าวล่าสุด

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง

Jobsdb เผยคนทำงานยังไม่มั่นใจขอขึ้นเงินเดือน แนะเช็กเงินเดือนตลาดก่อนต่อรอง