
ไม่ถูกใจ แต่ถูกทิศ
ในขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมจะแถลงผลงานครบรอบ 2 ปีของการทำงานรัฐบาล ในวันที่ 12 ก.ย. ก็มีผลการสำรวจความเห็นของประชาชน หรือโพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ออกมาเรื่อง “2 ปีของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” พบว่ารัฐมนตรีที่โพลแสดงความไม่ประทับใจ อยู่ในกระทรวงด้านเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด
ในขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมจะแถลงผลงานครบรอบ 2 ปีของการทำงานรัฐบาล ในวันที่ 12 ก.ย. ก็มีผลการสำรวจความเห็นของประชาชน หรือโพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ออกมาเรื่อง “2 ปีของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” พบว่ารัฐมนตรีที่โพลแสดงความไม่ประทับใจ อยู่ในกระทรวงด้านเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด
โดยอันดับแรก ส่วนใหญ่ร้อยละ 21.04 ไม่ประทับใจ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 20.80 นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง อันดับ 3 ร้อยละ 20.72 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน อันดับ 4 ร้อยละ 20.56 พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ และอันดับ 5 ร้อยละ 20.48 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์
ทั้งนี้ นอกเหนือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ยังไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์แล้ว ต้องถือว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำงานกันอย่างหนัก ภายใต้เศรษฐกิจที่ถูกกดดันจากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ จนสามารถประคองให้เศรษฐกิจไทยไม่พบกับภาวะชะงักงันเหมือนหลายประเทศที่กำลังเผชิญอยู่
ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลชุดนี้เข้าบริหารประเทศภายใต้ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายอย่างที่ต้องเร่งแก้ปัญหา มิเช่นนั้นประเทศไทยจะหนีไม่พ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เพื่อก้าวขึ้นสู่ประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านรูปแบบผลผลิตด้านอุตสาหกรรมของไทยไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ความต้องการสินค้าส่งออกจากไทยลดลงอย่างฮวบฮาบ
นอกจากนี้ ฐานะการคลังของไทยแม้จะไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่การที่รัฐบาลที่ผ่านมามุ่งเน้นการใช้งบประมาณในโครงการประชานิยมหลายโครงการ ทำให้รัฐบาลชุดนี้ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย และมุ่งเน้นการใช้งบประมาณเพื่อประคับประคองประชาชนเฉพาะกลุ่ม คือกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหารายได้ตกต่ำจากราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกลดต่ำลง และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพื่อดูแลให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้
ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่จะไม่เห็นรัฐบาลชุดนี้ใช้งบประมาณอย่างฟุ่มเฟือย หรือทุ่มเทงบจำนวนมากมายไปเพื่อสร้างคะแนนนิยม แต่กลับใช้งบประมาณเพื่อปรับโครงสร้างภายในประเทศ ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ สนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว รวมทั้งการวางแผนด้านการออมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที เพื่อไม่ให้เป็นภาระภาษีของประชาชนในวัยทำงานในอนาคต
การทำงานและการใช้งบประมาณเพื่อปรับโครงสร้างประเทศไทยให้เจริญเติบโตในระยะยาว ของทีมเศรษฐกิจนี้ชุดนี้ จึงอาจจะไม่ถูกใจ ไม่ได้คะแนนนิยมมากมาย
แต่ก็นำพาประเทศไทยให้เดินมาถูกทิศทางแล้ว







