posttoday
สกัดภัยไซเบอร์แบงก์ สร้างเชื่อมั่นพร้อมเพย์

สกัดภัยไซเบอร์แบงก์ สร้างเชื่อมั่นพร้อมเพย์

25 สิงหาคม 2559

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

ข่าวการโจรกรรมเงินในกล่องเงินเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารออมสิน โดยใช้โปรแกรมมัลแวร์ ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งที่ทำงานในลักษณะประสงค์ร้าย จนทำให้ธนาคารออมสินสูญเงินประมาณ 12.29 ล้านบาท และต้องสั่งปิดเครื่องเอทีเอ็มบางส่วน เพื่อป้องกันความเสียหาย ได้ทำให้เกิดคำถามและความไม่เชื่อมั่นในระบบการรักษาความปลอดภัยด้านอิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้งของธนาคารของรัฐที่มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากธนาคารกรุงไทย

ตามทางการสอบสวนของเจ้าพนักงานตำรวจ เชื่อว่า การโจรกรรมครั้งนี้เป็นฝีมือของอาชญากรข้ามชาติ ที่คาดว่าจะเป็นแขกขาว ลักษณะพฤติการณ์คือ คนร้ายจะใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการดัดแปลงขึ้นมา เสียบเข้าไปในตู้เพื่อปล่อยมัลแวร์เข้าสู่ระบบของตู้เอทีเอ็ม โดยมัลแวร์ตัวนี้จะกระจายไปสู่ตู้ที่อยู่ใกล้เคียง จากนั้นจะมีสมาชิกของกลุ่มคนร้ายเข้ามารอรับเงินที่ออกมาจากตู้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะธนาคารในประเทศไทยที่เผชิญภัยจากโจรไซเบอร์ เพราะในยุคเทคโนโลยีทางการเงินพัฒนาไปถึงจุดที่ใช้ออนไลน์เชื่อมต่อข้อมูลกันทั่วโลก อาชญากรก็พัฒนาวิธีการฉ้อโกงตาม และดูเหมือนจะระบาดอย่างหนักในช่วงนี้ เห็นได้จากเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุที่ประเทศญี่ปุ่น มีการขโมยเงิน 1,440 ล้านเยน หรือราว 430 ล้านบาท โดยคนร้ายใช้เครดิตการ์ดปลอมกดถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มของร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นทั่วประเทศพร้อมกันหมด 1,400 เครื่อง มีการคาดการณ์ว่า มีคนร้ายร่วมก่อเหตุครั้งนี้มากกว่า 100 คน และใช้เวลาก่อเหตุเพียง 2 ชั่วโมงครึ่ง

ที่สะท้านระบบธนาคารมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเหตุแฮ็กเกอร์โจรกรรมเงินของธนาคารกลางของบังกลาเทศ ที่ฝากไว้ในธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทั้งหมด 81 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2,845 ล้านบาท โดยสมาคมโทรคมนาคมทางการเงินระหว่างธนาคารทั่วโลก(สวิฟต์) ผู้ให้บริการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ระบุว่า มีการใช้มัลแวร์ในการเจาะระบบดังกล่าวในลักษณะการขโมยข้อมูล

ยังไม่นับการเจาะระบบของธนาคารพาณิชย์อีกหลายแห่งของบรรดาแฮ็กเกอร์ระดับโลก ที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยก่อนที่จะเกิดเหตุกับเอทีเอ็มของธนาคารออมสินในไทย ก็มีเหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดที่มาเลเซียและไต้หวันมาแล้ว

สำหรับประเทศไทย นอกจากเรื่องงัดตู้เอทีเอ็ม หรือการสกิมมิ่งข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือบัตรเอทีเอ็ม และขโมยกดเงินออกจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งแล้ว ที่ผ่านมา การฉ้อโกงเงินที่เกิดขึ้นมักเกิดในลักษณะตัวบุคคล เช่น กรณีล่าสุด ที่เกิดกับผู้ใช้บริการ เค ไซเบอร์ ที่มีความหละหลวมตั้งแต่เจ้าของบัญชี ที่ให้ข้อมูลบัญชีบัตรประชาชน ตลอดจนรหัสลับในการเข้าสู่บริการ เค ไซเบอร์ หละหลวมในระดับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ที่ไม่ยอมทำตามกฎที่ลูกค้าต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริงในการออกซิมใหม่ ไปจนถึงธนาคารผู้ให้บริการที่เปิดให้เปลี่ยนรหัสได้ผ่านคอลเซ็นเตอร์

แต่ภัยไซเบอร์ในระดับองค์กร คือธนาคารพาณิชย์นั้น แทบจะไม่มีข่าว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เป็นข่าวเล็ดลอดออกมา คือการที่นักแฮ็กเกอร์ต่างชาติขู่ธนาคารพาณิชย์ไทยให้ยินยอมจ่ายเงิน ไม่เช่นนั้นจะโจมตีระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์ที่ถูกขู่ แต่สุดท้ายก็ล่าถอยไป เพราะธนาคารพาณิชย์ไทยได้วางระบบป้องกันไว้ก่อนหน้าแล้ว และเท่าที่ทราบธนาคารพาณิชย์ของไทยนั้น ค่อนข้างจะมีระบบการรักษาความปลอดภัยระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์หลายชั้นหลายเชิงอยู่พอสมควร และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่ตลอดเวลา เพื่ออัพเดทระบบป้องกันให้รัดกุมขึ้น

ขณะที่เหตุที่เกิดกับธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นสถาบันเฉพาะกิจของรัฐนั้น มีข้อน่าสังเกตว่า กว่าที่ธนาคารจะรู้ตัวว่ามีการโจรกรรมเงินจากตู้เอทีเอ็ม เวลาก็ล่วงไประยะหนึ่งแล้วจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารที่ว่ามีการโจรกรรมเกิดขึ้นวันที่ 1 ส.ค. 2559 แต่มีการสั่งปิดเครื่องเอทีเอ็มวันที่ 8 ส.ค. 2559

นอกจากนี้ จากข้อมูลธนาคารออมสินที่ระบุว่า เครื่องเอทีเอ็มที่ถูกแฮ็กข้อมูลและถูกโจรกรรมเงินไปนั้น เป็นตู้เอทีเอ็มยี่ห้อ NCR ที่ในไทยมีอยู่ประมาณ 1 หมื่นเครื่อง เป็นของธนาคารออมสิน 4,000 เครื่อง ที่เหลือเป็นของธนาคารพาณิชย์ไทย

เมื่อตรวจสอบไปยังธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ทั้งธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ใช้เครื่องเอทีเอ็มยี่ห้อดังกล่าว ก็ไม่พบว่ามีความเสียหายแบบเดียวกันเกิดขึ้น กรณีนี้อาจเป็นไปได้ว่า เป็นเพราะหลังเกิดเหตุธนาคารออมสินได้ประสานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อส่งคำเตือนไปยังธนาคารพาณิชย์อื่นๆ และป้องกันไว้ทัน หรือเป็นไปได้ว่า ธนาคารพาณิชย์อื่นมีระบบป้องกันที่ดีและแน่นหนากว่า

หากเป็นในกรณีหลัง แม้วงเงินเสียหายจะไม่สูง แต่สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคคนไทยอย่างมาก ยิ่งไทยกำลังจะเข้าสู่ระบบการชำระเงินแห่งชาติ โดยเริ่มจากพร้อมเพย์ที่จะเปิดใช้เป็นทางการเดือน ต.ค. ยิ่งจะส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย

รวมทั้งยังทำให้เกิดคำถามถึงระบบการรักษาความปลอดภัยของแบงก์รัฐอื่นๆ อย่าง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า ระบบพร้อมเพย์นั้น เป็นระบบชำระเงินที่เชื่อมโยงการให้บริการชำระเงินของธนาคารทุกแห่ง ทั้งธนาคารพาณิชย์ และธนาคารรัฐ โดยเฉพาะธนาคารรัฐนั้น จะสัมพันธ์เชื่อมโยงกับข้อมูลผู้มาลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า การลงทะเบียนคนจน ที่ล่าสุดมีการลงทะเบียนเกือบ 9 ล้านคน

ขณะที่รัฐบาลก็มีข้อมูลและยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลก ด้วยเหตุนี้ การเร่งปรับระบบการป้องกันด้านอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารรัฐให้เข้มข้นและมีมาตรฐานเดียวกับธนาคารพาณิชย์ การร่างกฎหมายทั้งเพื่อป้องกันและติดตามอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ โดยไม่กระทบต่อการค้าแบบอี-คอมเมิร์ซ

ล้วนเป็นเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนัก และเร่งมือแก้ไข เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค เพื่อให้ระบบชำระเงินแห่งชาติเดินหน้าได้โดยไม่สะดุด

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว