posttoday
จีนยังไม่ถึงฝั่งฝัน รวมหุ้นเข้าดัชนีตลาดเกิดใหม่

จีนยังไม่ถึงฝั่งฝัน รวมหุ้นเข้าดัชนีตลาดเกิดใหม่

24 สิงหาคม 2559

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ข่าวการอนุมัติเชื่อมตลาดหุ้นฮ่องกง-เสิ่นเจิ้นของจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้มีการซื้อขายผ่านระบบการเชื่อมตลาดใหม่ได้ภายในปี 2016 นั้น นอกจากเพื่อสร้างความคล่องตัวให้นักลงทุนในการซื้อขายทั้งสองตลาดได้สะดวกขึ้นแล้ว ก็ยังถือเป็นโอกาสของจีนในการผลักดันหุ้น A-share หรือหุ้นจีนที่ทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินหยวนในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเสิ่นเจิ้น ให้สามารถเข้าสู่ดัชนีกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ของเอ็มเอสซีไอ (MSCI) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติให้มากขึ้น

ดัชนีตลาดเกิดใหม่เอ็มเอสซีไอนั้น ถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ทั่วโลกทั้งหมดถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 52 ล้านล้านบาท) ซึ่งหากหุ้นจีนสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดดังกล่าวได้ คาดว่าจะดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นจีนเพิ่มได้ประมาณ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 13 ล้านล้านบาท) ในระยะเวลา 10 ปี อีกทั้งจะยิ่งเป็นการผสานจีนให้เข้าสู่ระบบการเงินโลก

อย่างไรก็ตาม การผลักดันหุ้นจีนเข้าสู่ดัชนีของเอ็มเอสซีไออาจยังเป็นหนทางอีกยาวไกล จากความวิตกถึงข้อจำกัดต่างๆ ที่สกัดนักลงทุนต่างชาติให้เข้าถึงและได้รับผลประโยชน์ในหุ้นจีน

ที่ผ่านมา เอ็มเอสซีไอปฏิเสธจีนมาแล้วถึง 3 ปีติดต่อกัน โดยการปฏิเสธล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับระดับการเปิดกว้างของตลาดจีนให้นักลงทุนต่างชาติ และข้อจำกัดเกี่ยวกับระบบการกำกับดูแลตลาดหุ้นของจีน โดยเอ็มเอสซีไอระบุว่าจีนยังมีปัญหาสำคัญคือ การจำกัดการนำเงินลงทุนกลับประเทศที่สัดส่วนเพียง 20% รวมถึงการคุมเข้มการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ของรัฐบาลจีน

ดังนั้น การอนุมัติเชื่อมตลาดหุ้นฮ่องกงเข้ากับตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นครั้งล่าสุดนี้ จึงเน้นไปที่การอุดช่องโหว่ความกังวลของต่างชาติ โดยพยายามเปิดกว้างให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงตลาดหุ้นจีนได้มากขึ้น นอกจากการเชื่อมตลาดจะอำนวยความสะดวกในการลงทุนแล้ว จีนยังเห็นพ้องกับฮ่องกงให้ยกเลิกโควตาการซื้อขายหุ้นรายวันในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเสิ่นเจิ้น ที่ปัจจุบันจำกัดอยู่วันละไม่เกิน 1,960 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.7 หมื่นล้านบาท) สำหรับแต่ละตลาด ซึ่งหมายความว่าหลังจากการเชื่อมตลาดเข้าด้วยกันแล้ว นักลงทุนก็จะสามารถซื้อขายหุ้นในทั้งสองตลาดได้อย่างไม่จำกัด

นอกจากการเปิดเสรีขึ้นแล้ว การเชื่อมตลาดยังเพิ่มความน่าดึงดูดในแง่วอลุ่มการซื้อขายมหาศาล เฉพาะตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีจำนวนบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 1,800 แห่ง และมีมูลค่าในตลาดอยู่ที่ 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 110 ล้านล้านบาท) อีกทั้งยังมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่สัดส่วนราว 1 ใน 5 ของจำนวนหุ้นที่มีการซื้อขายทั้งหมด ซึ่งเป็นหุ้นกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากบรรดาบริษัทเทคโนโลยีของจีนมีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว 

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นยังเป็นตลาดที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยมีมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 41 ล้านล้านบาท) ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) ที่ 1.27 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 44 ล้านล้านบาท) 

ทว่าหลังจากที่จีนประกาศเชื่อมตลาดหุ้นฮ่องกง-เสิ่นเจิ้นนั้น เอ็มเอสซีไอส่งสัญญาณเพียงว่าการเชื่อมตลาดหุ้นครั้งใหม่ของจีนนั้น จัดว่า “มาถูกทางแล้ว” ซึ่งบลูมเบิร์กรายงานว่า ทางเอ็มเอสซีไอจะจับตาดูนโยบายในการกำหนดโควตาการซื้อขาย การเคลื่อนไหวของเงินทุนภายในตลาด และประเด็นการระงับการซื้อขายหุ้น

แม้จีนจะพยายามเปิดตลาดกว้างขึ้น ตามที่รอยเตอร์สรายงานว่าจีนเห็นพ้องกับฮ่องกงยกเลิกโควตาการซื้อขายหุ้นรายวันในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเสิ่นเจิ้น แต่นักลงทุนสหรัฐและยุโรปหลายรายกลับยังไม่เชื่อมั่นว่าจะได้รับประโยชน์จากการยกเลิกโควตาดังกล่าวอย่างแท้จริง เนื่องจากยังคงมีอุปสรรคในด้านการดำเนินงานและประเด็นทางกฎหมายของจีน ซึ่งกำหนดให้ตลาดหุ้นฮ่องกงเป็นผู้ถือหุ้นจีนในนามของผู้ได้รับประโยชน์

หากจีนยังไม่ส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการซื้อขายหุ้นในจีน การยกเลิกโควตาจำกัดการซื้อขายหุ้นของจีนในทั้งตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเสิ่นเจิ้นก็ดูจะไม่มีความหมายเท่าไรนัก

บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวเห็นได้ชัดจากกรณีการเชื่อมโยงตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้-ฮ่องกง ซึ่งเริ่มเปิดการซื้อขายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2014 แม้ว่าจีนได้เชื่อมต่อการซื้อขายของตลาดหุ้นทั้งสองแห่งมาเป็นเวลาถึง 18 เดือนแล้ว แต่รอยเตอร์สรายงานว่า บรรดาผู้จัดการกองทุนต่างชาติยังไม่สามารถลงทุนอย่างเต็มที่ผ่านระบบการเชื่อมโยงตลาดจากปัญหาทางกฎหมายดังกล่าว

ทั้งนี้ ข้อกำหนดข้างต้นยิ่งลดความต้องการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ โดยวอลสตรีทเจอร์นัลระบุว่า นับตั้งแต่มีการเชื่อมโยงตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้-ฮ่องกง นักลงทุนทั่วโลกใช้โควตาซื้อหุ้นจีนไปแค่ 50.09% จากโควตาทั้งหมดที่ 3 แสนล้านหยวน (ราว 1.5 ล้านล้านบาท)

ข้อจำกัดจากระบบการกำกับดูแลตลาดหุ้นของจีน จึงนับว่ามีผลโดยตรงต่อการพิจารณาของเอ็มเอสซีไอในการรวมหุ้นจีน A-Share

ทั้งนี้ เอ็มเอสซีไอต้องการให้จีนเปิดเสรีให้นักลงทุนต่างชาติสามารถนำเงินลงทุนกลับประะเทศได้อย่างอิสระ ภายใต้โครงการนักลงทุนสถาบันที่มีคุณภาพ QFII ที่อนุญาตให้วิสาหกิจต่างชาติที่ได้รับการรับรองสามารถเข้าไปซื้อขายหุ้น A-Share ในตลาดหลักทรัพย์จีนได้ และอยากให้จีนยกเลิกการให้นักลงทุนต่างชาติต้องขออนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของจีนก่อนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนใหม่ๆ ด้วย

อาร์เธอร์ ควาง หัวหน้าฝ่ายตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิก ของบริษัทการลงทุนบีเอ็นพี พาริบาส อินเวสต์เมนต์ พาร์ตเนอร์ส ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส ว่า การเชื่อมตลาดหุ้นฮ่องกง-เสิ่นเจิ้นเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นของการผลักดันหุ้น A-Share แต่เอ็มเอสซีไอจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นต่างๆ อีกมาก เช่น เรื่องกลไกการเชื่อมโยงตลาดหุ้นที่ยังไม่สมบูรณ์ และความเป็นไปได้ที่อาจเกิดปัญหาในอนาคตจากข้อกำหนดของจีน หากต้องการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ

แม้การเชื่อมตลาดหุ้นฮ่องกง-เสิ่นเจิ้นจะมีความน่าสนใจ จากทั้งมูลค่าตลาด มูลค่าการซื้อขาย และการยกเลิกโควตาจำกัดการซื้อขายหุ้นรายวัน แต่ตราบใดที่จีนยังไม่มีมาตรการชัดเจนเพื่อจัดการกับอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางผลประโยชน์ของนักลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของเงินทุน การระงับการซื้อขายหุ้น และการจัดการเข้าซื้อขายหุ้น A-Share คงยากที่หุ้นจีนจะได้เป็นส่วนหนึ่งในดัชนีของเอ็มเอสซีไอ และมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในระบบการเงินโลก

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ