ท่าเรือแหลมฉบังจัดประชาพิจารณ์ก่อสร้างเฟส3
ชลบุรี-ท่าเรือแหลมฉบังจัดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นการก่อสร้างเฟส 3 หวังพัฒนาเป็นศูนย์กลางขนส่งอาเซียนขณะชุมชนระบุหวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม
ชลบุรี-ท่าเรือแหลมฉบังจัดประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นการก่อสร้างเฟส 3 หวังพัฒนาเป็นศูนย์กลางขนส่งอาเซียนขณะชุมชนระบุหวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม
เมื่อวันที่23ส.ค.59 ที่โรงแรมชลจันทร์ พัทยารีสอร์ท เรือโทยุทธนา โมกขาว ผู้ช่วยผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้ที่มีส่วนได้เสีย ในการปฐมนิเทศโครงการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม และออกแบบรายละเอียดสำหรับการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 เพื่อนำเสนอข้อมูลรายละเอียดโครงการ ขอบเขตการดำเนินงาน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะมีผู้สนใจทั้งจากหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชน สถาบันศึกษา ตลอด จนตัวแทนภาคประชาชนและสื่อมวลชนในพื้นที่เข้าร่วมงานกว่า 200 คน
เรือโทยุทธนา ผู้ช่วยผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง กล่าวว่าการสัมมนาในครั้งนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนที่อยู่รอบข้างท่าเรือแหลมฉบังในโครงการก่อสร้างท่าเรือเฟสที่ 3 ทั้งข้อเสนอแนะ และผล กระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจากนี้จะได้นำข้อเสนอแนะกลับไปปรับปรุงทิศทางในการพัฒนาท่าเรือในอนาคต สำหรับท่าเรือแหลมฉบังถือเป็นประตูในการขนส่งสินค้าที่เป็นตู้คอนเทรนเนอร์ของประเทศเกือบทั้งหมด หรือคิดเป็นร้อยละ 88 % ดังนั้นหากการนำเข้าและส่งออกของประเทศติดขัดก็อาจจะส่งผลให้ประเทศไทยเสียศักยภาพในการแข่งขันระหว่างประเทศไป
ส่วนการลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนและชุมชนนั้นจะมีการดำเนินการเป็นขั้นตอน โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบจะต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเสียก่อน อาทิ เช่นที่ผ่านมามีกระแสข่าวเรื่องของการเวนคืนที่ ดินบนบกซึ่งสร้างความกังวลต่อประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งความเป็นจริงแล้วการดำเนินการโครงการดัง กล่าวไม่มีเรื่องของการเวนคืนที่ดินบนบกอย่างแน่นอน โดยจะการดำเนินการก่อสร้างเฉพาะในส่วนพื้นที่ทางน้ำของการท่าเรือเท่านั้น
ขณะที่ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดที่อาจเกิดจากการถมทะเลนั้นเรื่องนี้ต้องยอม รับว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัญหาที่ต้องเกิดขึ้นตามมาแน่นอนหากมีการพัฒนาท่าเรือในขั้นที่ 3 ไปแล้ว แต่การท่าเองก็คงจะต้องมีการหาแนวทางเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นให้น้อยที่สุด
อย่างไรก็ตามคงอยากให้มองในเรื่องของผลประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งหากก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้ก็จะทำให้ท่าเรือแหลมฉบังจะสามารถรองรับปริมาณตู้สินค้ารวมทั้งสิ้นได้ไม่ต่ำกว่า 18 ล้านทีอียูต่อปี ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านการขนส่งทางทะเล และกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งแบบ Multimodal Transport (MT) และศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต รวมทั้งเป็นการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของประเทศให้เพิ่มมากขึ้น แต่หากโครงการก่อสร้างท่าเรือเฟส 3 ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ก็คงจะทำให้การแข่งขันทางด้านการขนส่งทางทะเลมีประสิทธิภาพลดลง นักลงทุนอาจจะมีการเปลี่ยนฐานการลงทุนไปยังประเทศอื่นๆแทน เนื่องจากต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้น ทั้งนี้ที่ผ่านการเจริญเติบโตในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้นประเทศไทยมีการเจริญเติบโตที่น้อยที่สุดถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว พม่า ที่มีจีดีพีโตไปกว่า 7-8 % ขณะที่ประเทศไทยจะมีจีดีพีโตเพียง 2 % เท่านั้น
ด้านนาย บุญมา ฝังรัก ประธานชุมชนบ้านโรงไม่ขีด เมืองพัทยา ได้กล่าวว่า การสร้างท่าเรือเฟส 1 และเฟส 2 ชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว แต่มาเพิ่มเฟส 3และจะมีเฟส 4 ตามมาผลกระทบนั้นคงจะเกิดขึ้นมากมาย เพราะแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็กที่จะสูญหายไปเพราะคุณภาพน้ำที่ไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องของตะกอนที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นฝุ่นเลน ทะเลมีสีดำขุ่น ซึ่งจะสะสมมากขึ้นเรื่อยตามระยะเวลาภายใน 50 - 100 ปี ซึ่งสุดท้ายตะกอนเหล่านี้ก็จะไหลไปรวมที่ชายหาดพัทยาซึ่งจะส่ง ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างมาก
ทั้งนี้อยากจะฝากถึงโครงการให้มองไปถึงผลกระทบในอนาคตด้วย อย่างไรก็ตามการเจริญเติบโตของประเทศคงต้องดำเนินการไป แต่ก็อยากให้ถามคนท้องถิ่นและให้คนท้อง ถิ่นมีส่วนร่วมแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยไม่มุ่งแต่ข้อมูลจากนักวิชาการที่ไม่รู้ระบบนิเวศของท้องถิ่น
มีรายงานว่าก่อนจะมีประชุมเกิดขึ้นได้มีการนำใบปลิวออกมาโจมตีการก่อสร้างโครงการท่า เรือเฟส 3 อย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำเอกสารเป็นใบปลิวไปสอดแทรกตามหนังสือในแผงจำหน่ายส่งไปตามบ้านเรือประชาชน เนื้อหาระบุว่าโครงการดังกล่าวจะผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องของขยะ น้ำเสีย รวมไปถึงเรื่องของการจราจรที่จะหนาแน่ใจอนาคต เป็นต้น







