
การรอลงอาญาในรัฐธรรมนูญ
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย สำหรับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นความสงบเรียบร้อยที่หักหน้าพวกฝรั่งที่เข้ามาจุ้นจ้านในกิจการของประเทศไทย การลงประชามติในครั้งนี้ต้องถือเป็นความงดงามของประเทศไทย เป็นการตื่นตัวของประชาชนไทยที่ต้องการเห็นบ้านเมืองสงบเรียบร้อย แม้หลังจากนั้น จะเกิดเหตุระเบิดหลายจังหวัดทางภาคใต้ ก็มิได้ทำให้การลงประชามติในครั้งนี้มัวหมองไปแต่อย่างใดไม่ ส่วนสาเหตุการระเบิดจะเกี่ยวข้องกับผลประชามติตามที่มีการคาดเดากันหรือไม่ คงต้องรอให้เจ้าหน้าที่คลี่คลายคดี จับตัวคนร้ายมาให้ได้ ก็จะรู้ความจริง
ผมค่อนข้างเชื่อว่า 90% ของผู้ที่ไปลงประชามติ ไม่ได้รู้เนื้อหาหรือเข้าใจรัฐธรรมนูญทั้งหมดอย่างถ่องแท้ บางส่วนอาจจะไม่ได้เปิดอ่านรัฐธรรมนูญเลยก็เป็นได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มี 279 มาตรา เย็บเป็นเล่มขนาด A4 หน้า 105 หน้า อย่าพูดถึงชาวบ้านเลยครับ แม้แต่นักศึกษากฎหมาย คนที่ทำงานทางด้านกฎหมาย หรือคนที่มีความรู้ดี จะมีคนอ่านทั้งฉบับกี่คน
การลงมติร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้อ่านหรือเข้าใจเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ อาจจะดูเหมือนคนไทยเราไม่มีเหตุผล ลงมติไปตามกระแส เชื่อตามคำบอกเล่า
การลงประชามติในครั้งนี้ ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับ ส่วนใหญ่แล้ว จึงเป็นลงมติกันตามกระแส ซึ่งก็ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนว่า จะลงมติโดยเชื่อจากคำบอกเล่า จากบุคคลที่ตนเองเชื่อถือ คนไทยเรามีความสามารถในการสื่อสารกันเอง สอบถามผู้รู้ที่ตนเองไว้วางใจ แม้ไม่รู้เนื้อหาทั้งหมดแต่รู้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ร่างขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
ผมยังยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเราทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากเนื้อหาของตัวบทกฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายของผู้มีอำนาจ และอยู่ที่สำนึกแห่งการเคารพกฎหมายของประชาชนหรือผู้มีอำนาจที่ต้องปฏิบัติตนภายใต้กฎหมาย หากผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้มีอำนาจที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ใช้กฎหมายหรือตีความกฎหมายอย่างศรีธนญชัย หรือหาช่องว่างของกฎหมายภายใต้อำนาจในทางการเมือง หลบเลี่ยงกฎหมาย เช่น มีหน้าที่ต้องเสียภาษีแต่หาช่องว่างของกฎหมาย และใช้อำนาจที่ให้คุณให้โทษกับเจ้าหน้าที่ได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ทำตามหน้าที่ กรณีอย่างนี้ ไม่ว่าจะเขียนกฎหมายให้ดีเพียงใด กฎหมายนั้นก็ไม่มีประโยชน์ เป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึกที่เก็บไว้เป็นสัญลักษณ์เท่านั้น
ถ้าจะว่ากันตามกระแสแล้ว การลงประชามติในครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุน คสช. กับฝ่ายอำนาจเก่าร่วมกับนักการเมืองที่ไม่อาจรับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ และอาจจะรวมถึงนักวิชาการโลกสวยที่ดูเนื้อหาจริงๆ แล้วไม่เห็นด้วย เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทบัญญัติที่มุ่งกำจัดนักการเมืองเลวๆ ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองตลอดชีวิต เป็นการกำจัดนักการเมืองที่มีตำหนิอย่างเด็ดขาดจริงจัง
หนึ่งในกระบวนการจำกัดนักการเมืองที่มีตำหนิคือ การกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามสำหรับผู้ที่จะเข้ามาในแวดวงการเมือง โดยหลักจะอยู่ที่มาตรา 98 ที่กำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่จะสมัคร สส. ซึ่งในตำแหน่งอื่นก็จะนำไปใช้ด้วย
คุณสมบัติตามมาตรา 98 เป็นคุณสมบัติต้องห้ามที่อ่อนที่สุด แล้ว ถ้าเป็นตำแหน่งรัฐมนตรี นอกจากคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 98 ยังกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามอื่นๆ อีกดวย
ผู้ที่ต้องโทษในคดีอาญา น่าจะเป็นคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับตลอดมา โดยที่ผ่านมารัฐธรรมนูญใช้คำว่า “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก” แต่ที่ผ่านมา มีการตีความกันว่า การต้องคำพิพากษาให้จำคุก นั้น จะต้องถูกจำคุกจริงๆ ถ้าพิพากษาให้จำคุกแต่รอการลงอาญา ไม่ถือว่าต้องคำพิพากษาให้จำคุก ไม่เข้าลักษณะต้องห้าม
การตีความอย่างนั้น เชื่อกันว่า เป็นฝีมือของนักการเมืองนั่นเอง ส่วนจะใช้วิธีการใดเป็นที่รู้ๆ กัน คำว่า “ต้องคำพิพากษา” นั้น ชัดเจนอยู่ในถ้อยคำว่า เป็นคำพิพากษาเท่านั้น ไม่น่าจะตีความเลยเถิดไปถึงว่า ต้องจำคุกจริงๆ การที่ศาลพิพากษาว่าให้จำคุก เท่ากับจำเลยกระทำผิดจริง แต่มีเหตุตามกฎหมายที่ควรรอการลงโทษ การตีความว่า จะต้องถูกจำคุกจริงๆ นั้น จึงเป็นการตีความนอกเหนือจากตัวบทกฎหมาย แต่ก็นั่นแหละ นักการเมืองไทยทำได้ทุกอย่างที่เป็นประโยชน์กับนักการเมือง
การรอลงอาญาเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ให้โอกาสผู้กระทำความผิดที่รู้สำนึก ได้มีโอกาสกลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดี มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56
ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุกหรือปรับ และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีไม่ว่าจะลงโทษปรับด้วยหรือไม่ก็ตามหรือลงโทษปรับ ถ้าปรากฏว่าผู้นั้น
(1) ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือ
(2) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ หรือเป็นโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ
(3) เคยรับโทษจำคุกมาก่อนแต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
และเมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือการรู้สึกความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น หรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษหรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้ ไม่ว่าจะเป็นโทษจำคุกหรือปรับอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทั้งสองอย่าง เพื่อให้โอกาสกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนดแต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้
หลักเกณฑ์การรอลงอาญาที่บัญญัติไว้ ในท้ายที่สุดก็เป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาที่จะเป็นผู้วินิจฉัยว่า สมควรรอการลงอาญาหรือไม่ และเมื่อได้รับความกรุณาจากศาลให้รอการลงอาญาแล้ว หากภายหลัง ผู้นั้นกระทำความผิดอาญาที่ไม่ใช่ความผิดโดยประมาทหรือลหุโทษ และศาลในคดีหลังพิพากษาให้ลงโทษจำคุก ให้นำโทษที่รอลงอาญาไว้ บวกรวมเข้ากับโทษที่ศาลคดีหลังพิพากษา ตามมาตรา 58
กฎหมายกำหนดให้บวกโทษที่รอในคดีหลัง โดยสภาพในคดีหลังศาลจึงต้องไม่รอลงอาญา จึงจะบวกโทษรวมเข้าไปได้ แต่หากคดีหลัง ศาลเมตตาพิพากษาให้จำคุกแต่ยังคงรอลงอาญา ก็ไม่สามารถที่จะนำโทษที่รอลงอาญาในคดีก่อนมาบวกรวมได้
ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นพวกคางคก นกแสก ไส้เดือน ทั้งหลาย ที่มีคดีติดตัวรอลงอาญามากมาย ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้
อาจเป็นเพราะว่า คุกไม่ได้มีไว้สำหรับขังสัตว์พวกนี้...หรือเปล่า







