
ตื่นตัว
ภาพของ “ออมราน ดักนีช” หนูน้อยชาวซีเรียวัย 5 ขวบ ที่ถูกลูกหลงระเบิดถล่มเมืองอเลปโป โดยมีใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบเลือด แต่กลับนั่งนิ่งในรถพยาบาลอย่างสงบ ไม่มีแม้แต่น้ำตาและเสียงร้องไห้ กลายเป็นภาพที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ภาพของ “ออมราน ดักนีช” หนูน้อยชาวซีเรียวัย 5 ขวบ ที่ถูกลูกหลงระเบิดถล่มเมืองอเลปโป โดยมีใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบเลือด แต่กลับนั่งนิ่งในรถพยาบาลอย่างสงบ ไม่มีแม้แต่น้ำตาและเสียงร้องไห้ กลายเป็นภาพที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา
เพราะภาพนี้ทำให้โลกที่เริ่มจะลืมชื่อของซีเรียไปแล้ว หันมาตระหนักได้อีกครั้งว่า สงครามกลางเมืองในประเทศนี้ยังไม่จบสิ้น และมีเด็กๆ ต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายเช่นเดียวกันนี้อีกตั้งไม่รู้เท่าไร
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ความโหดร้ายของสงครามหรือปัญหาต่างๆ ถูกสะท้อนออกมาผ่านทางภาพถ่ายของเหยื่อที่เป็นเด็ก
เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ปีที่แล้ว ทั่วโลกเพิ่งสลดไปกับภาพของ “อลัน เคอร์ดี” หนูน้อยชาวซีเรียวัย 3 ขวบ ที่จมน้ำนอนเสียชีวิตอยู่ริมหาดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ในตุรกี ภาพที่ถ่ายโดยนักข่าวตุรกีภาพนี้ทำให้เกิดการถกเถียงเป็นวงกว้างถึงปัญหาและการจัดการกับผู้อพยพชาวซีเรียในยุโรป ซึ่งที่สุดแล้วได้นำไปสู่การร่วมมือระหว่างยุโรปกับตุรกี และยังทำให้เกิดการตื่นตัวกับปัญหานี้ในประเทศที่ 3 อย่างแคนาดา ซึ่งเป็นประเทศเป้าหมายที่ครอบครัวของอลันต้องการอพยพไปอยู่ด้วย
ทว่า ในครั้งนี้ ภาพของเหยื่อ 5 ขวบ อันน่าสะเทือนใจจะสามารถนำไปสู่การตื่นตัวและพยายามแก้ปัญหาเหมือนที่ผ่านมาได้หรือไม่
ต้องยอมรับว่าตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ยังคงมุ่งความสนใจอยู่ที่กีฬาโอลิมปิกเกมส์และการเลือกตั้งสหรัฐ โดยไร้ซึ่งท่าทีแข็งขันของรัฐบาลสหรัฐ
สถานการณ์ปัญหาซีเรียในปัจจุบันเพิ่มความซับซ้อนขึ้นต่างจากเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากตัวแปรสำคัญอย่างตุรกี ที่เคยเป็นฐานให้สหรัฐไปโจมตีกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ทั้งในซีเรียและอิรัก เริ่มมีความบาดหมางกันจากเหตุรัฐประหารที่ผ่านมา ทำให้ตุรกีหันไปฟื้นสัมพันธ์กับรัสเซียอีกครั้ง ขณะที่รัสเซียยังหันไปจับมือกับอิหร่านเพื่อใช้น่านฟ้าเข้าโจมตีไอเอสในซีเรียด้วย
นอกจากยุทธศาสตร์ซีเรียจะเริ่มเพลี่ยงพล้ำให้ฝั่งรัสเซียมากขึ้นแล้ว สหรัฐเองก็ยังน้ำท่วมปากไม่น้อยกับปัญหาผู้อพยพและการก่อการร้ายในบ้าน ซึ่งนับวันชาวอเมริกันก็ยิ่งไม่ต้อนรับผู้อพยพ เช่นเดียวกับยุโรปที่เจอปัญหาเดียวกันนี้ และทำให้กลุ่มขวาจัดมีปากมีเสียงดังขึ้น
หากจะมีความเคลื่อนไหวตามมาต่อจากภาพของออมรานที่โลกสนใจ ก็คงเป็นเพียงข่าวเศร้าที่ “อาลี ดักนีช” พี่ชายวัย 10 ขวบ ของออมราน เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกัน
สำหรับคนทั่วโลกที่เห็นภาพนี้ ออมรานช่างเป็นเด็กที่น่าสงสาร แต่สำหรับหมอในซีเรียแล้ว ออมรานช่างเป็นเด็กผู้แสนโชคดีที่ “ไม่ตาย” เพราะเด็กอีกจำนวนมากที่นี่ไม่ได้โชคดีเหมือนออมราน
และหากออมรานคือสัญลักษณ์แทนความโหดร้ายของสงครามในอเลปโป การตายของอาลีก็ไม่ต่างอะไรกับสัญลักษณ์ของ “ความจริง” แห่งสงคราม







