
ได้คืบรุกเอาศอก คำถามพ่วงเขย่าร่าง รธน.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เส้นทางหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติดูจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คาดการณ์กันไว้
เมื่อปัจจัยสำคัญอย่างคำถามพ่วงที่ประชาชนเสียงข้างมาก 15,132,050 เสียง หรือ 58.07% ลงมติเห็นชอบยังเป็นโจทย์ใหญ่ ซึ่งทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องนำมาเป็นประเด็นสำหรับปรับแก้ในร่างรัฐธรรมนูญนั้น กำลังส่อเค้าปั่นป่วนเมื่อมีความพยายามตีความในหลายมุมจากหลายฝ่าย
จากคำถามพ่วงของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระบุว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
เวลานี้เกิดประเด็นคำถามขึ้นมา ประชามติที่เห็นชอบกับคำถามพ่วงนี้หมายถึงประชาชนเห็นว่าในระหว่าง 5 ปี ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาซึ่งหมายถึง สส.และ สว.สามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทุกกรณีหรือไม่
จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา 272 ว่า ในวาระเริ่มแรก เมื่อมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้
ซึ่งชัดเจนว่า สว.จะยังไม่สามารถเข้ามามีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรีได้ทันที แต่จะต้องรอเงื่อนไขกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. ไม่สามารถหาข้อสรุปในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมาจากลิสต์รายชื่อที่พรรคการเมืองส่งมาให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนการเลือกตั้ง
ทำให้นำไปสู่เงื่อนไขที่เปิดทางให้ สส. 250 เสียง สามารถเสนอให้ที่ประชุมของดเว้นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ไม่ให้เกิดทางตัน เปิดทางให้เลือกนายกรัฐมนตรีจากบุคคลนอกลิสต์ที่พรรค
การเมืองเสนอได้
จากนั้นจึงเข้าสู่เงื่อนไขถัดมาคือ รัฐสภา (สส.และ สว.) ทั้งหมด ลงมติด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 หรือ 500 คน จาก 750 คน ให้มีนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ได้
เดิมนั้น สว.จะเข้ามามีส่วนแค่ปลดล็อก ไม่มีส่วนในการร่วมลงคะแนนเลือก เพราะกระบวนการตัดสินยังใช้เสียงเท่าเดิมคือ สส. 251 เสียง ชี้ขาดการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อคำถามพ่วงกำหนดให้ สว.เข้ามามีส่วนในการพิจารณา “ให้ความเห็นชอบ” จึงต้องปรับแก้เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเปิดทางให้ สว.มีส่วนเลือก
ประเด็นอยู่ที่คำถามพ่วงนั้น ไม่ได้ระบุถึงเงื่อนไขในมาตรา 272 ว่าต้องมีเงื่อนไข สส.เลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ถึงจะให้ สว.เข้ามามีส่วนเลือก ดังนั้นจึงมีความพยายามตีความตามตัวอักษรว่า 5 ปีแรกหลังร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ สว.จะต้องมีส่วนร่วมกับ สส.ในการเลือกนายกรัฐมนตรีทุกกรณี
แน่นอนว่าเวลานี้เริ่มมีการดักคอว่าเป็นการตีความที่เหมือนกัน “ได้คืบจะเอาศอก” เพราะตอนชี้แจงนั้นประชาชนเข้าใจว่าต้องเดินหน้าตามเงื่อนไข สส.ตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้เสียก่อนถึงจะให้ สว.เข้ามามีส่วนร่วมเลือกทีหลัง ไม่ใช่เปิดทางให้เข้ามาเลือกแต่แรก
อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้มีความพยายามดักคอไว้ล่วงหน้าเรื่องการ “เปิดทาง” วางกลไกสืบทอดอำนาจของ คสช.ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญหลายส่วน
แม้แต่ที่มาของ สว.ชุดแรกที่จะมาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.ที่ดูสอดรับกันไปหมดทุกขั้นตอน
แถมยังไปรับกับความเคลื่อนไหวเตรียมตั้ง “พรรคประชาชนปฏิรูป” ที่มีเป้าหมายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยหนึ่ง ที่มีทั้งเสียงขานรับและเสียงคัดค้าน
ไม่อาจประมาทเสียงค้านที่กังขาว่าการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ อาจนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนและจะเกิดการออกมาต่อต้านคัดค้านเหมือนในอดีต และเป็นชนวนที่จะสร้างความวุ่นวายในอนาคต
เวลานี้ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. อธิบายเพียงว่า เวลานี้ยังไม่ได้มีใครเสนอว่ากระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นต้องทำหนเดียว หรือ สว.จะมีส่วนเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้ต้องรอคำชี้แจงจากทางฝั่ง สนช. ซึ่งเป็นต้นทางของคำถามที่จะไขความกระจ่างว่าตอนชี้แจงกับประชาชนเรื่องคำถามพ่วงชี้แจงอย่างไร
วันศุกร์ที่ 19 ส.ค. สนช.จะได้มาชี้แจงกับทาง กรธ.อย่างเป็นทางการ ก่อนที่ กรธ.จะได้นำไปเป็นแนวทางเพื่อพิจารณาประกอบการตัดสินใจปรับแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดสุดท้ายว่าถูกต้องครบถ้วนหรือไม่
ประเด็นเรื่องกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรกนี้จึงเป็นเรื่องเปราะบางที่สุ่มเสี่ยงจะบานปลาย อยู่ที่ว่า กรธ.จะเลือกดำเนินการอย่างไร ซึ่งหากพลาดพลั้งเกิดกระแสบานปลายอาจกระทบไปถึงร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้อย่างน่าเสียดาย







