
คาดสินค้าผู้สูงอายุไทยโต
สํานักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า บริษัทไทยหลายแห่งทั้งบริษัทด้านเทคโนโลยีและที่พักอาศัย ต่างทุ่มลงทุนในด้านบริการสุขภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ จากคาดการณ์ว่าไทยจะเป็นชาติแรกในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ประชากรวัยทำงานปรับตัวลดลงในปีนี้
สํานักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า บริษัทไทยหลายแห่งทั้งบริษัทด้านเทคโนโลยีและที่พักอาศัย ต่างทุ่มลงทุนในด้านบริการสุขภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ จากคาดการณ์ว่าไทยจะเป็นชาติแรกในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ประชากรวัยทำงานปรับตัวลดลงในปีนี้
ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า สังคมไทยกำลังเปลี่ยนไปสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษากำลังปรับตัวขึ้น ขณะที่การพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยก้าวหน้าไปมากกว่าเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง
รายงานระบุว่า ภายในช่วงสิ้นปี 2016 ประชากรไทยเกือบ 15% จากราว 68 ล้านคน จะเข้าสู่ช่วงอายุมากกว่า 60 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยเกษียณ ขณะที่รัฐบาลไทยคาดการณ์ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 20% ภายในปี 2020 โดยประชากรสูงวัยที่ปรับตัวขึ้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมบริการสุขภาพ
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมบริการสุขภาพของไทยมีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.38 แสนล้านบาท) โดยเคจีไอ ซีเคียวริตี้ส์ บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินสัญชาติไต้หวัน คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายในด้านบริการสุขภาพของไทยจะปรับตัวขึ้นสูงถึง 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ภายในปี 2026 จากสัดส่วน 4.5% ในปี 2015 ขณะที่รอยเตอร์สคาดว่าภาคครัวเรือนไทยอาจต้องใช้จ่ายราว 3 ส่วนของรายได้ในการดูแลผู้สูงอายุภายในครอบครัว
ทั้งนี้ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มจำนวนขึ้น บริษัทไทยหลายแห่งจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับกลุ่มลูกค้าสูงวัย เช่น การพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อคอยดูแลผู้สูงอายุ เช่นเดียวกับบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์บางแห่งในไทยที่เริ่มเพิ่มส่วนต่อเติมของบ้านเพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกในการดูแลผู้สูงอายุ เช่น สร้างทางลาดสำหรับผู้นั่งรถเข็น ประตูเลื่อน สวิตช์ไฟที่ใช้หน้าจอสัมผัส และระบบการเตือนภัยฉุกเฉิน
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมบริการสุขภาพและสินค้าสำหรับผู้สูงอายุก็มีแนวโน้มขยายตัวอย่างมาก โดยบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่า ลูกค้าสูงอายุมีสัดส่วนราว 10% ของฐานลูกค้าทั้งหมด และทางบริษัทคาดว่าลูกค้ากลุ่มดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
ขณะเดียวกัน ดีเอสจี บริษัทจำหน่ายผ้าอ้อมในไทย คาดว่ายอดขายสินค้าจะเพิ่มขึ้น 30% ภายในปีนี้ และมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า







