
ธปท.ไล่กวดหนี้เสีย ก่อนแบงก์รัฐโคม่า
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ผลจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มจะฟื้นไข้ ส่งผลถึงผลประกอบการของสถาบันการเงินทั้งระบบ ทำให้เห็นแววยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะแนวโน้มการเกิดหนี้เสียของสถาบันการเงินเฉพาะของรัฐ หรือแบงก์รัฐ ซึ่งภาพรวมเอ็นพีแอลแบงก์รัฐ ณ สิ้นปี 2558 อยู่ที่ระดับ 2 แสนล้านบาทแล้ว
ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบการทำธุรกรรมและงบการเงินของแบงก์รัฐ ครอบคลุมถึงการออกเกณฑ์กำกับดูแล การตรวจสอบ ความเหมาะสมของผู้บริหาร รวมถึงการสั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาของแบงก์รัฐ อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2559
ภาพรวมการติดตามดูระดับหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอลของแบงก์รัฐมีแนวโน้มสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ หากดูในไส้ในของแต่ละธนาคารพบว่ามีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลงตามฤดูกาล เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะพบว่าในฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีการนำเงินมาชำระหนี้คืนมาก แต่พอพ้นฤดูการเพาะปลูกก็จะมากู้ใหม่
ทั้งนี้ ผลดำเนินงาน ณ สิ้นปีบัญชี 2558 (สิ้นเดือน มี.ค. 2559) ธ.ก.ส. มีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 3.23% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย เนื่องจากมาตรการผ่อนปรนทางด้านหนี้สินให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบภัยแล้งและภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดย ธ.ก.ส. ตั้งสำรองคิดเป็นวงเงินกว่า 2.23 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 586% ของเอ็นพีแอล
ขณะที่ธนาคารออมสิน ณ สิ้นไตรมาสแรก มียอดเอ็นพีแอลอยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.21% ของยอดสินเชื่อคงค้าง ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสถาบันการเงินในระบบ แต่หากเทียบกับค่าเฉลี่ยของธนาคารที่ไม่เคยมีหนี้เสียสูงเกิน 2% สัดส่วนดังกล่าวถือว่าสูงขึ้นพอสมควร ซึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ปัญหาภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้ลูกค้ามีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แล้วหวนกลับมาเป็นเอ็นพีแอลอีก โดยเป้าหมายก่อนสิ้นปีนี้ ออมสินจะต้องลดเอ็นพีแอลให้เหลือ 1.8% ของยอดสินเชื่อรวม
สอดคล้องกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่มีปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้น โดยครึ่งปีแรกยอดเอ็นพีแอลอยู่ที่ 5.14 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 5.76% ของยอดสินเชื่อรวม เพิ่มจากสิ้นปีก่อน 0.31% เกิดจากลูกหนี้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ผ่านการปรับโครงสร้างไปแล้วแต่ทำไม่สำเร็จ กับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่เป็นลูกค้าทั่วไป และสิ้นปีนี้ ธอส.จะต้องลดเอ็นพีแอลให้เหลือ 5.25% ตามเป้าหมายที่ได้เสนอกระทรวงการคลังไว้
ด้านเอ็กซิมแบงก์ มียอดเอ็นพีแอล ณ สิ้นปี 2558 อยู่ที่ระดับ 3,993 ล้านบาท คิดเป็น 5.43% ของยอดสินเชื่อคงค้าง ถือว่าระดับไม่สูงนัก และธนาคารได้ตั้งสำรองไว้แล้ว 5,654 ล้านบาท
สำหรับอีก 2 แบงก์ คือ เอสเอ็มอีแบงก์ และไอแบงก์ ที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภายใต้แผนที่เสนอให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ยังน่าเป็นห่วงเรื่องหนี้เอ็นพีแอล ทั้งลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างไปแล้วที่อาจจะกลับมาตกชั้นอีก และลูกหนี้ปกติ ที่ทยอยตกชั้นเพิ่มมากขึ้น เพราะการแก้ปัญหายังไม่มีผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
ล่าสุด ธปท.เข้าตรวจสอบเอสเอ็มอีแบงก์ หลังมีการส่งเรื่องร้องเรียนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในหลายกรณีที่ปล่อยสินเชื่อต่ำกว่ามาตรฐาน และบางกรณีได้กลายเป็นเอ็นพีแอลไปแล้ว เช่นเดียวกับการตั้งข้อสังเกตของซูเปอร์บอร์ด เรื่องการแก้หนี้เสียของเอสเอ็มอีแบงก์ที่ลดลงภายในเวลาที่รวดเร็วว่า ที่สุดแล้วลูกหนี้เหล่านี้จะกลับมาเป็นหนี้เสียอีกรอบหรือไม่
ทั้งนี้ ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกของเอสเอ็มอีแบงก์ สามารถลดเอ็นพีแอลลงเหลือ 2 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 22% ของสินเชื่อรวม จากที่เคยมีสูงที่สุด 3.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 35% ของยอดสินเชื่อรวมเมื่อปี 2557 ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้ทยอยจัดกองหนี้เอ็นพีแอลออกประมูลขาย ทำให้ยอดหนี้ลดลงได้เร็ว แต่ก็ต้องขึ้นที่การบริหารจัดการของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่รับซื้อหนี้เสียไป จะติดตามทวงหนี้ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะจะต้องมีการมาชำระบัญชีกันในภายหลัง
ส่วนที่ต้องจับตามากที่สุดคือ ไอแบงก์ ที่ยังอยู่ระหว่างการรอกระทรวงการคลังตั้งเอเอ็มซีมารับซื้อหนี้เสียออกไปจากพอร์ต ทำให้สถานการณ์หนี้เสียในไอแบงก์ เกิดภาวะลูกหนี้ตกชั้นอย่างต่อเนื่อง จากที่ก่อนหน้าเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูของซูเปอร์บอร์ด ไอแบงก์เคยมีเอ็นพีแอล หรือเอ็นพีเอฟตามนิยามของไอแบงก์ อยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 32.9% ของสินเชื่อรวม เมื่อปี 2557
ล่าสุดเอ็นพีเอฟ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2559 มีกว่า 5.37 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 56.32% ของสินเชื่อรวม ส่งผลให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงติดลบมากถึง 23% ส่วนแผนที่จะให้กระทรวงการคลังตั้งเอเอ็มซีรับซื้อหนี้เสียที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมที่มีกว่า 4 หมื่นล้านบาท คาดว่าน่าจะรับซื้อกันที่ราคา 1.6-1.7 หมื่นล้านบาท ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน
การแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อรื้อรัง มีแต่ทำให้ยอดหนี้เอ็นพีเอฟของไอแบงก์ทะยานสูงขึ้น หากเป็นสถาบันการเงินทั่วไป เชื่อว่า ธปท.คงต้องออกคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งกับไอแบงก์ไปแล้ว
แต่เนื่องจากไอแบงก์อยู่ในแผนฟื้นฟูของซูเปอร์บอร์ด ประกอบกับเป็นสถาบันการเงินตามหลักศาสนา ทำให้ที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ปัญหาตามมาตรฐานสากลได้
แต่จากการที่ ธปท.ส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจข้อมูลเชิงลึกของเอสเอ็มอีแบงก์ ที่ไม่ใช่การตรวจตามปกติประจำปี น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีว่า ธปท.จะเข้าไปตรวจไอแบงก์ในเชิงลึกเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายกำกับและตรวจสอบที่ต้องเข้าไปดูแลสถาบันการเงินที่มีปัญหา เพื่อเข้าไปเสริมการทำงานของซูเปอร์บอร์ด ให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เสียที
เพราะหากปล่อยให้ล่าช้าออกไปกว่านี้ เชื่อว่าอาการแบงก์รัฐจะโคม่า และกลายเป็นภาระหนักของรัฐที่ต้องนำเงินภาษีมารับซื้อหนี้เสียและใส่เงินเพิ่มทุนอีกจำนวนมหาศาล







