posttoday
ไทยแลนด์ 4.0

ไทยแลนด์ 4.0

16 สิงหาคม 2559

โดย...รุจิระ บุนนาค

โดย...รุจิระ บุนนาค

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แถลงนโยบายพาประเทศไทยไปสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0” หรือ “ไทยแลนด์ 4.0”  เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างประเทศให้มีรายได้สูง ภายในเวลา 3-5 ปีนับจากนี้ หรือไม่เกินปี 2564 

ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมีการพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่โมเดล “ประเทศไทย 1.0” เน้นการขับเคลื่อนด้วยเกษตรกรรม “ประเทศไทย 2.0” เน้นการขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมเบา “ประเทศไทย 3.0” เน้นการขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมหนัก

โมเดลประเทศไทย 4.0 มีเป้าหมายที่จะปรับเปลี่ยนจากประเทศ “รายได้ปานกลาง” เป็นประเทศ “รายได้สูง” ปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Value-Based Economy) เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์”
ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” ภาคอุตสาหกรรมจะใช้การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม จากที่เคยเน้นภาคการผลิตสินค้า จะมีการเน้นภาคบริการมากขึ้น

โดยมีการเปลี่ยนวิธีการทำที่มีลักษณะสำคัญ คือ จากการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การเกษตรแบบใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี จากธุรกิจขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลือ ไปสู่การเป็นผู้ประกอบการใหม่ (สตาร์ทอัพ) ที่มีศักยภาพสูง จากการให้บริการแบบดั้งเดิม (Traditional Services) ที่มีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำไปสู่การให้บริการที่มีการสร้างมูลค่าสูง จากแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง

โดยมี 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย (1) กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (2) กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (3) กลุ่มเครื่องมือ อุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม (4) กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (5) กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่า

โมเดลประเทศไทย 4.0  หรือไทยแลนด์ 4.0 ถือได้ว่าเป็นนโยบายที่ดีของรัฐบาล เป็นการปฏิรูปประเทศไทยไปสู่ความมั่งคั่งอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การขับเคลื่อนด้วยการผลิตเชิงอุตสาหกรรมหนักไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม  ย่อมทำให้ธุรกิจภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม  เกษตรกรรม ที่แต่เดิมมีการใช้กำลังคนมาก จะมีการพัฒนาโดยนำเครื่องจักร นวัตกรรมใหม่ๆ หุ่นยนต์มาใช้แทนคน

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญกับนโยบายประเทศไทย 4.0 หรือไทยแลนด์ 4.0 ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในประเทศ กลับมี “โครงการจากกันด้วยใจ” ซึ่งเป็นการให้พนักงานจ้างเหมาค่าแรง ซึ่งมีอยู่ประมาณเกือบ 1,000 คน ที่อยู่ในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นร้อยละ 40 ของพนักงานทั้งหมด สมัครใจลาออก สร้างความสงสัยให้แก่ประชาชนทั่วไปว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สวนทาง หรือเป็นสัญญาณของผลพวงที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายประเทศไทย 4.0 หรือไทยแลนด์ 4.0 กันแน่

เมื่อพิจารณาถึงโครงการรถคันแรกทำให้อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเวลานั้นบริษัทผู้ผลิตรถแต่ละค่ายต้องจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ซื้อ ปี 2555 ยอดขายรถยนต์ทุกยี่ห้อรวม 1,436,335 คัน แต่หลังจากหมดโครงการ ความต้องการลดลงตามไปด้วย พิจารณาได้จากยอดขายปี 2556 รวม 1,330,668  คัน ปี 2557 รวม 881,832 คัน ปี 2558 รวม 799,594 คัน และปี 2559 เดือน ม.ค.-พ.ค. รวม 302,581 คัน

ไม่ว่าสาเหตุแท้จริงจะเป็นเช่นไร แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาก้าวไกล งานบางส่วนสามารถใช้เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์มาแทนกำลังคนได้ ทำให้แรงงานเดิมไปทำหน้าที่อื่น หรืออาจต้องถูกเลิกจ้าง

การพัฒนาประเทศที่ให้ภาคอุตสาหกรรมมีการใช้เครื่องจักรและหุ่นยนต์ช่วยในการผลิตที่ทันสมัย ถือว่าเป็นการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญ แต่หากเร่งดำเนินการโดยไม่มีการเตรียมตัวหรือเตรียมแผนงานรองรับ ย่อมเกิดผลกระทบแก่ผู้ใช้แรงงานในภาพรวม เพราะจะต้องถูกปรับเปลี่ยนงาน รวมทั้งถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก

องค์การขนาดใหญ่ระดับประเทศที่มีพนักงานเป็นจำนวนมากอย่างประเภทองค์การสหประชาชาติ ได้เคยผ่านเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้มาก่อน จากเดิมที่มีพนักงานหลายระดับเป็นจำนวนมาก เมื่อมีนโยบายจะนำซอฟต์แวร์รุ่นใหม่มาใช้งานกับคอมพิวเตอร์และจะต้องลดพนักงานลงเป็นจำนวนมาก ได้จัดโครงการฝึกอบรมให้บุคลากรในองค์การสามารถไปปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายอื่นได้ รวมทั้งฝึกการทำงานเพื่อให้สามารถทำงานในองค์การหรือบริษัทอื่นได้ ถ้าจำเป็นต้องหางานใหม่ รวมทั้งช่วยฝากงานและหางานใหม่ให้พนักงานที่ถูกเลิกจ้างอีกด้วย เป็นการฝึกให้พนักงานสามารถปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

ถ้าประเทศไทยเรามุ่งแต่จะพัฒนาไปข้างหน้า เพื่อให้เป็นประเทศไทย 4.0 หรือไทยแลนด์ 4.0 แต่เพียงอย่างเดียว ย่อมต้องเกิดปัญหา เพราะเป็นการมุ่งไปข้างหน้าโดยไม่เหลียวมองข้าง และเหลียวมองหลังบ้างเลย บางทีรูปแบบขององค์การระหว่างประเทศน่าจะเป็นกรณีศึกษาของการพัฒนาประเทศไทยด้วย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ