posttoday
ทหารจะสร้างประชาธิปไตยได้หรือไม่

ทหารจะสร้างประชาธิปไตยได้หรือไม่

14 สิงหาคม 2559

ทหารในเวลานี้คงไม่มีความสุขมากนัก ถึงแม้ว่าการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านพ้นไปด้วยดี

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ทหารในเวลานี้คงไม่มีความสุขมากนัก

ถึงแม้ว่าการออกเสียงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านพ้นไปด้วยดี และหลายคนเชื่อว่าเป็นไปอย่างที่ คสช.หรือทหารต้องการ ทั้งนี้เพราะทหารจะต้อง “แบกภาระ” อันหนักอึ้งอีกหลายเรื่องไปอีกระยะหนึ่ง

ภาระแรกก็คือ การเคลียร์ความเข้าใจต่อการตีความประชามติที่มีความเห็นแตกต่างกัน ฝ่ายที่เชียร์ทหารก็จะตีความว่า คนไทยชอบทหาร (อย่างน้อยก็กว่า 15 ล้านคน) และอยากให้ทหารอยู่ในอำนาจต่อไปอีก โดยที่ฝ่ายนี้จะมีเป้าหมายว่าให้ทหารกำจัดนักการเมืองที่ชั่วร้ายและสร้างการเมืองที่ดีงาม ในขณะที่ฝ่ายตรงข้าม (พวกนี้อาจจะมีทั้งชอบและไม่ชอบทหาร แต่ไม่อยากให้ทหารอยู่ในอำนาจนานๆ) ก็ตีความว่า การออกเสียงประชามติครั้งนี้มีกระบวนการที่ไม่ค่อยสวยงามมากนัก จึงไม่อาจรองรับความชอบธรรมของทหารได้อย่างเต็มที่ ความเข้าใจของประชาชนกลุ่มนี้ก็จะเป็น “ไฟสุมขอน” บั่นทอนทำลายทหารให้คลอนแคลนได้เช่นกัน

แต่เท่าที่สังเกตจากข่าวสารในทางสาธารณะ ดูทหารจะไม่สะทกสะท้านหรือสนใจไยดีต่อทัศนคติในด้านลบต่อทหารนี้เท่าใดนัก ที่อาจจะเป็นด้วยความมั่นใจในชัยชนะที่ได้รับจากการทำประชามติ หรืออาจจะเป็นด้วยทหารมีความมั่นใจว่า “เอาอยู่” ในการจัดการความวุ่นวายและการต่อต้านทั้งหลายได้ โดยที่ทหารก็ประกาศว่าจะทำตาม “โรดแมป” และจัดให้มีการเลือกตั้งภายในปีหน้าให้ได้ จึงอาจจะตีความหมายได้ว่า ทหารไม่มีความหนักใจใน “ศัตรูใดๆ” และพร้อมที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปในทิศทางที่ทหารตั้งไว้นี้

ภาระต่อมาก็คือ การสร้างความเชื่อมั่นในการที่ทหารจะขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป เพราะค่อนข้างจะชัดเจนแล้วว่า ภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งจะผ่านการรับรองจากประชามติในครั้งนี้ ทหารจะยังคงครองอำนาจไปอีก 3 ส่วน คือในรัฐสภา 2 ส่วน โดยคุมสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดที่ต้องผ่านการคัดสรรของทหารและได้มีการระบุตำแหน่งประจำของกองทัพไว้ในวุฒิสภานี้ด้วย กับคุมสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่ง ผ่านระบบการเลือกตั้งที่ทหารอาจจะใช้การประสานงานกับกลุ่มการเมืองและหลอกล่อด้วยการให้ร่วมรัฐบาล กับอีกส่วนหนึ่งคือการควบคุมรัฐบาล ซึ่งก็แน่นอนว่าจะต้องเป็นไปตามที่ทหารกำหนด ภายใต้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีจากคนนอกโดยทั้งสองสภาดังกล่าว ร่วมกับการกำกับควบคุมด้วยนโยบายและยุทธศาสตร์ ทั้งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ กับที่ทหารอาจจะกำหนดขึ้นผ่านกลไกต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ยืนยันถึงการเคลื่อนไหวนี้ ก็เช่น การจัดตั้งพรรคการเมืองที่สอดคล้องกับแนวทางตามรัฐธรรมนูญ อย่างที่ใช้ชื่อว่า “ปฏิรูป” อย่างนี้เป็นต้น รวมถึงที่มีความพยายามของ “พรรคเล็ก” ที่จะรวมตัวกันให้กลายสภาพเป็นพรรคใหญ่ ตลอดจนที่มีข่าวออกมาในระยะนี้ว่าอาจจะมีการ “ล้างคอก” หรือที่เรียกหรูๆ ว่า “Set Zero” คือยุบล้างพรรคการเมืองเดิมๆ เสีย โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่บางพรรคที่ดู “กร่าง” และสร้างปัญหาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองมาโดยตลอดหลายปีมานี้นั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้เข้าได้ต่อไปกับกลไกและกระบวนการตามที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติแล้วนี้ได้กำหนดไว้

ภาระอีกเรื่องหนึ่งก็คือการสร้างประชาธิปไตย ที่หลายคน (โดยเฉพาะพวกที่เชียร์ทหาร) คาดหวังว่าจะสวยสดงดงามกว่าที่เคยเป็นมาอย่างแน่นอน ทั้งมาตรการล้างคอกพรรคการเมือง การป้องกันไม่ให้นักการเมืองชั่วๆ มีช่องทางเข้ามามีอำนาจ และการกำจัดพวกคนคดโกงทุจริตให้สิ้นซาก อย่างที่ได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าทหารจะทำได้หรือไม่

จากประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศไทย ค่อนข้างจะเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ทุกครั้งที่ทหารเข้ามามีอำนาจเพื่อจัดการกับความวุ่นวายทางการเมือง ประชาชนจะ “ไชโย โห่ฮิ้ว” ยินดีปรีดาอย่างยิ่งในระยะแรกๆ (ส่วนใหญ่ในระยะปีแรกๆ แต่ทหาร คสช.นี้ยังคงรักษาความนิยมได้กว่า 2 ปี แม้จะมี “เรตติ้ง” ลดลงบ้าง) ครั้นพอผ่านไปสักระยะหนึ่งเมื่อทหารไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้ หรือทหารสร้างปัญหาเสียเอง หรือทหารไม่สามารถพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิมได้ ท้ายที่สุดทหารก็จะถูกโค่นล้มลง ไม่ว่าทั้งที่โดยการดำเนินการของทหารในกองทัพด้วยกันเอง และที่ประชาชนได้ร่วมกันออกมาขับไล่ อย่างที่ได้เห็นมาในประวัติศาสตร์นี้มาโดยตลอด ซึ่งสถานการณ์นี้ก็อาจจะเกิดขึ้นกับทหารในยุค คสช.นี้ได้เช่นเดียวกัน

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ทหารไม่เหมาะที่จะสร้างประชาธิปไตย (อย่างที่ผู้เขียนเคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้แล้วเมื่อ 2-3 เดือนก่อน) เพราะทหารเป็นองค์กรที่ถูกหล่อหลอมมาในแบบของการดูแลด้านความมั่นคง (แม้ว่าทหารไทยในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมาจะมาทำงานพัฒนา อันถือว่าเป็นการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองทางอ้อม รวมถึงที่เข้ามามีบทบาททางการเมืองโดยตรงอยู่เป็นระยะผ่านการทำรัฐประหาร) อีกทั้ง “ผู้นำทหาร” มีภาวะ “ขึ้น-ลง” เอาแน่เอานอนไม่ได้ ที่สำคัญอุดมการณ์ที่หล่อหลอมเหล่าทหารก็มีความน่าสงสัยว่า “จริงแท้” หรือไม่

ในทางวิชาการนั้นระบบการเมืองที่ยึดถือตัวบุคคลเป็นตัวขับเคลื่อนและอาศัยสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งค้ำจุนนั้น ถือว่าเป็นระบบการเมืองที่ “อันตราย” และ “ไม่มีเสถียรภาพ” อย่างยิ่ง รวมถึงระบบการเมืองที่มีการแอบอิงสถาบันอย่างที่หลายคนให้ความเชื่อมั่นกับสถาบันทหารจน “ละเมอ” นี้ ก็จะมีปัญหาเป็นอย่างมาก

เพราะประชาธิปไตยต้องปกครองด้วยสติ ไม่ใช่ใช้อาวุธ

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน