posttoday
เสียงของประชาชน

เสียงของประชาชน

11 สิงหาคม 2559

ผลการออกเสียงลงประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้ว ซึ่งมีทั้งคนที่พอใจและผิดหวัง แต่นี่คือ “เสียงของประชาชน” อย่างแท้จริง เราไม่ว่าจะเป็นคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จะถอดบทเรียนจากการออกเสียงประชามตินี้อย่างไร

ผลการออกเสียงลงประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้ว ซึ่งมีทั้งคนที่พอใจและผิดหวัง แต่นี่คือ “เสียงของประชาชน” อย่างแท้จริง เราไม่ว่าจะเป็นคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จะถอดบทเรียนจากการออกเสียงประชามตินี้อย่างไร

สำหรับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ต้องเจอกับ “วิชามาร” มากมายที่ “พวกมาร” สรรหามาหลอกลวงประชาชนอย่างที่คิดไม่ถึงว่าจะมีคนที่กล้าทำในสิ่งเลวๆ หลอกลวงประชาชน  “บิดเบือน” ความจริงจากขาวเป็นดำ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญยังร่างไม่เสร็จ จุดประสงค์ก็คือต้องการ “ปลุกระดม” ประชาชนให้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน ก่อกวนให้เกิดความวุ่นวาย จนรัฐบาลต้องออกกฎหมายว่าด้วยการลงประชามติเพื่อป้องกันความวุ่นวาย

อย่างไรก็ดี เราอยากให้คนไทยคิดว่า ผลการทำประชามติครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการแพ้ ชนะ ไม่มีฝ่ายใดแพ้ และไม่มีฝ่ายใดชนะ แต่อยากให้มองว่า ประชาชนได้ส่งเสียงของเขาไปยังรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งว่าคนส่วนใหญ่ต้องการอะไร รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศว่า ได้ยินเสียงของประชาชนแล้วว่า คนส่วนใหญ่ต้องการอะไร และคนส่วนน้อยต้องการอะไร รัฐบาลจะทำตามความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ ในการนำพาประเทศเดินไปในแนวทางที่คนส่วนใหญ่ต้องการเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและของคนไทยทั้งปวง ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยเสียงส่วนน้อย

คำถามคือ อะไรที่คนส่วนใหญ่ต้องการ คำตอบส่วนหนึ่งคือ พวกเขาเห็นชอบกับรูปแบบการปกครองและการพัฒนาประเทศตามแนวทางที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเสนอ เพราะเห็นว่าหากไปในแนวทางนี้ประเทศจะไม่ย้อนกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งเดิมๆ แต่จะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนา และสร้างอนาคตให้กับลูกไทยหลานไทย เป็นการตัดสินใจโดยคนไทยด้วยกันเองโดยไม่ต้องให้ใครมาชี้นิ้วบอก เป็นการตัดสินใจที่สง่างาม ไม่แพ้ประชาชนในชาติประชาธิปไตยทั้งหลายในโลกนี้

ยังดีที่มีคนมาใช้สิทธิเกินครึ่ง ไม่เช่นนั้นคงมีการร้องโวยวายว่า ผลประชามติไม่ใช่เสียงข้างมากอย่างแท้จริง ทั้งที่ระบบการออกเสียงทุกแห่งในโลกถือเอาเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ ยังดีที่มีคนมาใช้สิทธิไม่น้อยกว่าการลงประชามติปี 2550 ไม่เช่นนั้นคงมีคนนินทาอีก ถ้าเป็นการชนะกันอย่างเฉียดฉิว ก็คงมีคนออกมาหาว่าโกงจึงชนะ  ดีแต่ว่าเป็นการชนะกันอย่างท่วมท้น คนที่เตรียมค้านมาตั้งแต่แรกจึงเงียบไป

ในเมืองไทย เมื่อใดที่มีการลงประชามติ มักมีคนไปใช้สิทธิน้อย ส่วนใหญ่คิดว่าไม่ไปก็ไม่ถูกตัดสิทธิหรือถูกทำโทษแบบการเลือกตั้ง มีคนบอกว่า การลงประชามติเป็น “ของแห้ง” เพราะไม่มีน้ำมันหล่อลื่น ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งซึ่งเป็น “ของเปียก” เพราะมีน้ำมันหล่อลื่น มีหัวคะแนน มีคืนหมาหอน ไม่ว่าจะมีการลงประชามติเรื่องใดอีก คนที่ออกไปใช้สิทธิก็คงมีจำนวนน้อยกว่าการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการลงประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญซึ่งคนไม่ค่อยเข้าใจและสนใจ

เวลานี้ ประเทศต้องการความสามัคคีปรองดองเพื่อไปสู่เป้าหมายที่เรากำหนดร่วมกันในอนาคต ทุกคนต้องละอัตตาที่เคยมีลงบ้างและร่วมมือกัน ไม่เช่นนั้น ท่านจะถูกสังคมทิ้งไว้ข้างหลัง เรามาร่วมกันปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการปฏิรูปด้านการเมืองซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 การสร้างประเทศที่เป็นประชาธิปไตยสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง  เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและความผาสุกของคนไทยทุกคน

การลงประชามติครั้งนี้มีคำถามพ่วงด้วย และ ทำไมคนถึงเห็นชอบอย่างท่วมท้นต่อคำถามพ่วง เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขากลัวนักการเมืองมากกว่ากลัวทหาร จึงรับอำนาจของ สว.ที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งคงมีทหารเข้ามามากให้มาคานอำนาจ สส.  ส่วนเสียงข้างมากอย่างท่วมท้นต่อการรับร่างรัฐธรรมนูญนั้น สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งคือ ยอมรับแนวทางที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การป้องกัน ระงับยับยั้ง และการปราบปราม โดยเฉพาะคุณสมบัติประการหนึ่งของรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่ว่า ต้องเป็น “บุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” เป็นไปได้ไหมว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อถือนักการเมืองน้อยลง ประชาชนต้องการรัฐบาลที่เข้ามาใหม่มีการบริหารชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ

คนจำนวนไม่น้อยออกเสียงเห็นด้วยเพราะตรรกะง่ายๆ แต่เข้าถึงจิตใจของประชาชนจากการโพสต์ข้อความที่ส่งต่อกันไป สรุปว่า “การที่นักการเมืองทั้งชั่วและดีต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แสดงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องดีสำหรับประชาชน” บางคนบอกว่าไม่เคยอ่านร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะไปออกเสียงเห็นชอบบนตรรกะนี้ นี่เป็นตรรกะง่ายๆ ที่ได้ใจความ 

ไม่มีใครปฏิเสธประชาธิปไตย คนไทยต่างแสวงหาประชาธิปไตย และเริ่มยอมรับความจริงว่าต้องเป็นประชาธิปไตยสากล แต่สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย คนไทยกำลัง “จัดระเบียบประชาธิปไตย” นอกจากนั้น คนไทยรู้ดีว่า เราหนีนักการเมืองไม่พ้น แต่เรากำลัง “ปลดแอก” ตัวเองจากนักการเมืองเลวๆ และนักการเมืองรุ่นใหม่ก็ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับการเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนไปด้วย

ผลการออกเสียงประชามติครั้งนี้ ประเทศและรัฐบาล คสช.ได้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน กล่าวคือ สถานะของรัฐบาลมั่นคงขึ้น สถานะของรัฐบาลในสายตาต่างประเทศก็จะดีขึ้น เพราะได้รับ “อำนาจ” จากประชาชน ทำให้การบริหารประเทศสะดวกขึ้น นักลงทุนต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลมากขึ้น และพร้อมจะเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และระบบเศรษฐกิจดิจิทัล รองรับเศรษฐกิจประเทศก็น่าจะดีขึ้น การเดินไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้ที่จะมีการเลือกตั้งภายในปี 2560 ทำให้ต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลมากขึ้น

นี่คือ “จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ที่พลเมืองไทยผู้ตื่นรู้มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้และครั้งต่อๆ ไป เพื่ออนาคตของลูกหลานไทยที่จะมีที่ยืนอย่างท้าทายในสังคมโลก

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย