
อีซีบีซื้อคืนหุ้นกู้เอกชน ไม้ตายกดต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
สาหรับธนาคารชั้นนำระดับโลกที่ปวดหัวต่อสภาพเศรษฐกิจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) โดยยุโรปเผชิญความไม่แน่นอนจากการถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือเบร็กซิต ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ติดหล่มเงินฝืดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้ ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ที่ราว 0.2% ต่ำกว่าเป้าหมายที่เกือบ 2% ของอีซีบีอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม อีซีบีอาจจะหายใจหายคอได้มากขึ้น จากมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์หรือคิวอีที่ยกระดับด้วยการขยายโครงการเข้าไปซื้อหุ้นกู้ของภาคเอกชน นอกเหนือจากพันธบัตรรัฐบาลที่เริ่มหาซื้อคืนยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากกฎของอีซีบีเอง ซึ่งห้ามอีซีบีซื้อคืนพันธบัตรเกิน 33% ของพันธบัตรทั่วไป และจะไม่มีการซื้อพันธบัตรที่มีผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของอีซีบีที่ -0.4%
อีซีบีประกาศจะใช้โครงการซื้อคืนหุ้นกู้ภาคเอกชน หรือซีเอสพีพี ภายหลังการประชุมในเดือน มี.ค. ก่อนเริ่มต้นโครงการดังกล่าวในวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา และซื้อหุ้นกู้คืนไปแล้วทั้งหมด 1.32 หมื่นล้านยูโร (ราว 5.05 แสนล้านบาท) นับจนถึงวันที่ 29 ก.ค. ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยมา
หากนับถึงวันที่ 15 ก.ค. อีซีบีมีการซื้อหุ้นกู้ผลตอบแทนระหว่าง -0.3%-3.00% จากทั้งหมด 175 บริษัทในหลายภาคส่วนทั่วยูโรโซน โดยเฉพาะภาคส่วนสินค้าบริโภคที่คิดเป็นสัดส่วน 28% ของทั้งหมด โดยภาคส่วนสินค้าบริโภคและการบริโภคนับเป็นแหล่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก เนื่องจากเป็นเศรษฐกิจภาคจริง
นอกจากนี้ อีซีบียังเข้าซื้อหุ้นกู้ของดอยช์ ลุฟต์ฮันซา สายการบินสัญชาติเยอรมัน และเทเลคอม อิตาเลีย บริษัทโทรคมนาคมจากอิตาลี ซึ่งได้รับอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับจังก์จากอย่างน้อยหนึ่งสถาบัน โดยแม้อีซีบีจะกำหนดซื้อหุ้นกู้ในระดับน่าลงทุน หรือหุ้นกู้ที่ได้รับเรตติ้งระหว่าง AA ถึง BBB- แต่หากเอกชนได้รับเรตติ้งน่าลงทุนจากสถาบันจัดอันดับใดสถาบันหนึ่ง ก็ถือว่ามีคุณสมบัติเหมาะสม
การซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนของอีซีบีช่วยลดต้นทุนภาคเอกชนด้วยการกดผลตอบแทนหุ้นกู้ให้ปรับตัวลดลง โดยข้อมูลจากแบงก์ออฟอเมริกา ผลตอบแทนหุ้นกู้บริษัทตามคุณสมบัติของอีซีบีปรับตัวลดลงไปแตะ 0.77% เมื่อกลางเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ หลังจากทำสถิติไปแล้วด้วยการลงไปแตะ 0.9285% เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ซึ่งเป็นสัปดาห์หลังการทำประชามติถอนตัวจากอียูของอังกฤษ
นอกจากนี้ หลังการประกาศการเข้าซื้อหุ้นกู้คืนของอีซีบีเมื่อเดือน มี.ค. ส่งผลให้ภาคเอกชนพากันออกหุ้นกู้ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา จนปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ฟื้นตัวจากไตรมาสแรกที่ปรับตัวลดลงไป โดยการออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนนั้น ถือเป็นการเพิ่มทุนทางหนึ่ง และจะช่วยให้ภาคเอกชนมีเงินทุนมากขึ้นเพื่อนำไปลงทุนเพิ่มเติม เช่น การจ้างงานใหม่และการขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงาน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้นในที่สุด รวมถึงจะช่วยกระตุ้นให้เกิดอัตราเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม การที่ภาคเอกชนมีเงินทุนมากขึ้น ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีจะเกิดการลงทุน สะท้อนได้จากการนำเข้า ซึ่งสะท้อนถึงแรงซื้อในเดือน เม.ย.ของยูโรโซน ปรับตัวลดลงไป 5.3% ในเดือน เม.ย. และลดอีก 2.2% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การใช้มาตรการคิวอีมีจุดประสงค์เพื่อขยายฐานของเงิน และสลัดให้หลุดพ้นจากสภาวะที่การลดอัตราดอกเบี้ยไม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุน หรือที่เรียกกันว่า กับดักสภาพคล่อง โดยการเพิ่มฐานของเงินจะช่วยให้เกิดการคาดหวังอัตราเงินเฟ้อและการลงทุนในที่สุด
ทว่า การใช้คิวอีไม่ได้เป็นเครื่องการันตีจะเกิดการลงทุนดังที่กล่าวไปแล้ว ดังนั้นทั้งอีซีบี หรือแม้กระทั่งธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต่างหันมาใช้ดอกเบี้ยติดลบเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นให้ภาคธนาคารที่ฝากเงินไว้กับธนาคารนำเงินออกไปลงทุนให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ด้านอีซีบีเองก็ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงจาก -0.3% เป็น -0.4% เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยนอกจากจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนแล้ว ยังเป็นการเปิดช่องให้อีซีบีสามารถซื้อหุ้นกู้และพันธบัตรได้มากขึ้น ตามกฎที่จะซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่มีผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเท่านั้น
เรียกได้ว่าอีซีบีดิ้นรนทุกหนทางในการใช้นโยบายการเงินเพื่อช่วยเศรษฐกิจของยูโรโซนที่ย่ำแย่มาตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ประกอบกับวิกฤตหนี้ยูโรโซนที่เกิดจากการใช้จ่ายทางการคลังเกินตัว โดยสำหรับทั้งอีซีบีและยูโรโซนแล้ว การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าญี่ปุ่น ซึ่งประสบปัญหาภาวะเงินฝืดคล้ายคลึงกัน
สาเหตุนั้นเนื่องมาจากยูโรโซนมีกฎและข้อจำกัดมากมาย เช่น สนธิสัญญาที่ห้ามใช้งบประมาณการคลังขาดดุลเกิน 3% ของขนาดเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถหันไปใช้การคลังกระตุ้นได้มากเช่นญี่ปุ่นที่เพิ่งประกาศนโยบายกระตุ้น 28 ล้านล้านเยน (ราว 9 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 และวิกฤตหนี้สาธารณะของบางประเทศในยูโรโซน เช่น โปรตุเกส อิตาลี กรีซ และสเปน ส่งผลให้บรรดาภาคธนาคารของยุโรปต่างระมัดระวังในการควบคุมการขยายตัวของปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)
อีซีบีจะสามารถพาเศรษฐกิจยูโรโซนพ้นจากภาวะเงินฝืดไปได้หรือไม่ ต้องดูกันยาวๆ และธนาคารกลางของภูมิภาคจะมีมาตรการ “ไม่ธรรมดา” ใดๆ ออกมาอีกหรือไม่ ถ้าหากคิวอีและการใช้ดอกเบี้ยติดลบในปัจจุบันไม่เห็นผล







