posttoday
ยุคผลตอบแทนดิ่ง ไม่มีสินทรัพย์ปลอดภัย

ยุคผลตอบแทนดิ่ง ไม่มีสินทรัพย์ปลอดภัย

08 สิงหาคม 2559

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

เมื่อเร็วๆ นี้ แบงก์ออฟอเมริกา เปิดเผยว่า นับตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 นักลงทุนต่างเดินหน้าลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น หลังบรรดาธนาคารกลางต่างออกมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวอี) ที่ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ร่วงลงไปจนหมดความน่าลงทุน อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2016 นี้มา ผลตอบแทนพันธบัตรกลับปรับตัวลดลงไปอีก ในขณะที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่า มีการเข้าไปลงทุนในพันธบัตรมากขึ้น

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่แบงก์ออฟอเมริกาจะระบุว่า ปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้มองหา “ผลตอบแทน” แต่มองหา “สินทรัพย์ปลอดภัย” ต่างหาก และสินทรัพย์ปลอดภัยดังกล่าว ก็สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนด้วยเช่นกัน ทว่าในยุคที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลติดลบจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา กำลังทำให้ไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะปลอดภัย 100% หรือน่าดึงดูดพอที่จะลงทุนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยงในขณะนี้

ประการแรก ธนาคารกลางยิ่งออกมาตรการเท่าไร กลับไม่ได้ผล โดยธนาคารกลางเป็นหนึ่งในผู้ที่แบกรับความคาดหวังของคนทั้งโลกมากที่สุด ตั้งแต่ประชาชนธรรมดาที่ต้องการให้เศรษฐกิจดีขึ้น จนไปถึงบรรดานักลงทุนจอมเก็งกำไร อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2016 นี้มา ไม่ว่าธนาคารกลางจะออกมาตรการออกมาอย่างไร ตลาดกลับตระหนกมากขึ้นเท่านั้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากที่สุด คือ หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศใช้ดอกเบี้ยติดลบเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุน ทว่า ตลาดกลับรับรู้ในเชิงว่า เศรษฐกิจกำลังแย่ จนธนาคารกลางต้องงัดไม้ตาย “ก้นหีบ” ออกมา และคำว่าก้นหีบนั้นหมายความว่า อับจนหนทางแล้วจริงๆ ถึงหยิบมาใช้ ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นร่วงลงกันถ้วนหน้า จนติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ล่าสุด ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) เป็นรายล่าสุดที่ออกมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี จาก 0.50% เหลือ 0.25% พร้อมทั้งประกาศอัดคิวอีเพิ่มวงเงินเดือนละ 6 หมื่นล้านปอนด์ (ราว 2.75 ล้านล้านบาท) และยังเข้าซื้อหุ้นกู้ของภาคเอกชนด้วย เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิต ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปี และ 30 ปี ปรับตัวลดลงแตะจุดต่ำสุดทำสถิติ

ประการที่ 2 เป้าหมายในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัยเริ่มเปลี่ยนไป โดยไมเคิล ซันเนนเฟลด์ท ผู้ก่อตั้งไทเกอร์ 21 บริษัทลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง เปิดเผยว่า ในประวัติศาสตร์นักลงทุนจะลงทุนในหลักทรัพย์เพื่อเก็งกำไร และลงทุนในพันธบัตรเพื่อรอผลตอบแทน อย่างไรก็ตาม จากเงินทุนที่ไหลเข้าพันธบัตรอย่างไม่หยุดหย่อน แสดงให้เห็นว่า เทรนด์การลงทุนเริ่มเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม กลายเป็นนักลงทุนลงทุนในพันธบัตรเพื่อเก็งกำไร และลงทุนในหุ้นเพื่อรอผลตอบแทน

ขณะที่ดัชนีฟิตซีทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2015 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับไม่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โดยยังอยู่ที่ราว 1.6% เท่านั้น เมื่อเทียบกับราว 2.2% เมื่อเดือน ส.ค.ปี 2015 ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 นับตั้งแต่ ส.ค.ปีก่อน ปรับตัวขึ้น 14.6% เช่นเดียวกับดัชนีดาวน์โจนส์ที่ปรับขึ้น 16.9% แสดงให้เห็นว่า ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้ความต้องการพันธบัตร ซึ่งหากยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ปรับตัวขึ้นไปด้วย

ประการที่ 3 หมดแรงดึงดูดลงทุนเอาง่ายๆ โดยหลังการจ้างงานรายเดือนของสหรัฐออกมาดีกว่าที่คาดเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 2.25 แสนอัตรา จากที่คาดไว้เพียง 1.79 แสนอัตราเท่านั้น ส่งผลให้เกิดการเทขายพันธบัตรจนอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นจาก 1.502% ก่อนการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงาน เป็น 1.583% ซึ่งตัวเลขการจ้างงานดังกล่าว เป็นปัจจัยสำหรับนักลงทุนในการตัดสินใจจะเก็งกำไรในทิศทางใด ผ่านการเดาใจธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่

ขณะเดียวกัน ด้านสินทรัพย์ปลอดภัยขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่งอย่างทองคำเอง ก็เผชิญความผันผวนกับการ “เก็ง” เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ขึ้นดอกเบี้ยมาตลอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เฟดส่งสัญญาณจะกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดหลังเศรษฐกิจสหรัฐสลัดพ้นฝันร้ายพิษเศรษฐกิจปี 2008 โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ราคาทองคำบวกขึ้นไป 25%

อย่างไรก็ตาม หลังการเปิดเผยตัวเลขดังกล่าว ราคาทองคำซื้อขายล่วงหน้าเดือน ธ.ค.ปรับตัวลง 1.7% เป็น 1,344.40 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อเวลา 13.48 น. ในตลาดโคเม็กซ์ของนครนิวยอร์กเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นการปรับลงในรอบวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่ 24 พ.ค. และหากนับทั้งสัปดาห์แล้ว เป็นครั้งที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงในรอบ 3 สัปดาห์ หลังจากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น อยู่ที่ 101.73 เยน/เหรียญสหรัฐ จาก 101.17 เยน/เหรียญสหรัฐ และ 1.1099 เหรียญสหรัฐ/ยูโร จากเดิมที่ 1.1127 เหรียญสหรัฐ/ยูโร

นอกจากจะหมดแรงดึงดูดอย่างง่ายดายแล้ว ราคาสินทรัพย์ที่ได้ชื่อว่า “ปลอดภัย” เหล่านี้ ยังน่าสนใจเอาดื้อๆ ได้เช่นกัน อย่างเช่นการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดยังคงเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา ในขณะที่เฟดเองก็ส่งสัญญาณไม่ชัดเจนเท่าไรนัก ทำให้ราคาสินทรัพย์ไม่ว่าจะปลอดภัยหรือไม่ มีสิทธิผันผวนด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะผันผวนในระยะยาวนานมากแค่ไหน และใครจะทำกำไรได้จากความผันผวนดังกล่าว

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน