posttoday
คลี่โจทย์ประเทศไทย หลังประชามติ 7 ส.ค. 59 (1)

คลี่โจทย์ประเทศไทย หลังประชามติ 7 ส.ค. 59 (1)

08 สิงหาคม 2559

ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. เป็นโอกาสสำคัญสำหรับสังคมไทยที่จะก้าวเดินต่อไปโดยใช้กระบวนการสันติวิธี อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาเป็นเช่นใด มีโจทย์การบ้านอีกมากที่ต้องร่วมกันขบคิดหาทางออกเพื่อให้การปฏิรูปเกิดผลก้าวหน้า ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม สร้างความปรองดอง ในบทความนี้ขอเสนอโจทย์ 3 หัวข้อที่เป็นโจทย์ร่วมของทุกฝ่าย (หมายเหตุ - บทความนี้เขียนขึ้นก่อนวันลงประชามติ)

ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. เป็นโอกาสสำคัญสำหรับสังคมไทยที่จะก้าวเดินต่อไปโดยใช้กระบวนการสันติวิธี อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาเป็นเช่นใด มีโจทย์การบ้านอีกมากที่ต้องร่วมกันขบคิดหาทางออกเพื่อให้การปฏิรูปเกิดผลก้าวหน้า ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม สร้างความปรองดอง ในบทความนี้ขอเสนอโจทย์ 3 หัวข้อที่เป็นโจทย์ร่วมของทุกฝ่าย (หมายเหตุ - บทความนี้เขียนขึ้นก่อนวันลงประชามติ)

1.การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2560

การเลือกตั้งตามโรดแมปที่ทางรัฐบาลและ คสช. ได้ประกาศย้ำหลายครั้งว่าจะมีการเลือกตั้งภายในปี 2560 ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการลงประชามติหรือไม่ เป็นคำมั่นสัญญาต่อสาธารณะที่ทุกฝ่ายในสังคมไทย รวมถึงนานาประเทศเฝ้าจับตาติดตามอย่างต่อเนื่อง โจทย์การบ้านในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์และเที่ยงธรรมตามที่คาดหวัง คือ การปฏิรูประบบการบริหารจัดการเลือกตั้ง ทั้งในแง่กฎระเบียบ องค์กรดูแลจัดการเลือกตั้ง การเข้าถึงข้อมูลและความเข้าใจของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง กฎเกณฑ์การรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมือง บรรยากาศที่ส่งเสริมให้เกิดความตื่นตัวทางการเมือง

รวมถึงการส่งเสริมสนับสนุนองค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคมที่จะมาช่วยทำหน้าที่ติดตามเฝ้าระวัง ร่วมตรวจสอบกระบวนการเลือกตั้ง ฯลฯ จากกรณีการเตรียมความพร้อมเพื่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนและข้อบกพร่องอีกมาก เป็นบทเรียนสำคัญที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อรองรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้น

โจทย์สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ กฎเกณฑ์กติกาเกี่ยวกับการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองที่เกี่ยวโยงกับ “ยุทธศาสตร์ชาติ”

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าก่อนถึงวันเลือกตั้งทั่วไปในปี 2560 การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติจะดำเนินการเสร็จแล้ว พรรคการเมืองจะเสนอนโยบายที่แตกต่างไปจากเนื้อหาสาระของยุทธศาสตร์ชาติได้หรือไม่ มีกติกาในเรื่องนี้อย่างไร หรือสิ่งที่พรรคการเมืองจะทำได้หรือควรทำ คือการแข่งขันนำเสนอว่าพรรคใดจะมีแนวทางนำยุทธศาสตร์ชาติ (ที่ประชาชนร่วมกันกำหนดไว้แล้ว) เพื่อนำไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้ดี มีประสิทธิภาพมากกว่ากัน

ภายหลังการเลือกตั้ง โจทย์ที่เป็นความท้าทายที่จะตามมา คือ “รูปแบบของรัฐบาล” ในช่วงระยะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและเครือข่ายความสัมพันธ์ทางอำนาจครั้งใหญ่ของประเทศไทย รัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งในปี 2560 ควรจะมีรูปแบบ ภารกิจ และกติกาทำงานอย่างไร เพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมมีความเชื่อมั่น มีหลักประกันว่าจะทำให้เกิดความก้าวหน้าในเรื่องภารกิจการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ฟื้นฟูความเป็นประชาธิปไตยตามหลักสากล และไม่นำพาสังคมหมุนเวียนกลับไปสู่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมในระดับรุนแรงอีก

2.การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง

ช่วงเวลาประมาณ 1 ปีก่อนถึงการเลือกตั้ง การปฏิรูปในเรื่องสำคัญๆ ที่ควรเร่งรัดผลักดันให้มีความก้าวหน้าและเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ได้แก่ เรื่องการปฏิรูประบบราชการ เรื่องการต่อต้านคอร์รัปชั่น และเรื่องกระบวนการยุติธรรม ทั้งสามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตัดขวาง (Cross-cutting) และเป็นรากฐานต่อการปฏิรูปในเรื่องอื่นๆ อีกจำนวนมาก

นอกจากนี้ จะส่งผลต่อการสร้างเสริมความปรองดองได้อีกทางหนึ่งด้วย ทั้งสามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งในสภาวการณ์ปกติ

องค์กรรัฐและระบบราชการเป็นตัวแปรสำคัญในเรื่องการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ องค์กรรัฐถูกออกแบบไว้ให้เป็นกลไกหลักที่แบกรับหน้าที่ภารกิจอีกมากภายใต้หมวด “หน้าที่ของรัฐ” ในช่วงเวลาประมาณ 1 ปี สิ่งที่ควรเร่งรัดการปฏิรูประบบราชการอย่างน้อยสองเรื่องที่มีความเชื่อมโยงกัน คือ (หนึ่ง) ระบบ โครงสร้างและกระบวนการกำหนดนโยบายและแผน ทั้งในแง่การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในกระบวนการกำหนดนโยบายและแผนทุกระดับ และการกำหนดโครงสร้างลำดับชั้น (Hierarchy) และความสัมพันธ์ที่ชัดเจนของนโยบายและแผนขององค์กรต่างๆ เพื่อให้การกำหนดนโยบายและแผนมีทิศทางและเป้าหมายร่วมกัน เชื่อมโยงมาตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติ ถ่ายโยงไปสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนยุทธศาสตร์ระดับกระทรวงและองค์กรของรัฐ แผนแม่บทเฉพาะด้านต่างๆ และแผนระดับพื้นที่

(สอง) ระบบงบประมาณ ให้มีระบบงบประมาณที่รองรับการปฏิบัติตาม “แผนแม่บท” เพื่อการดำเนินงานแบบบูรณาการที่ข้ามกรม ข้ามกระทรวง และระบบงบประมาณสำหรับ “แผนพื้นที่” เพื่อการบูรณาการการดำเนินงานของทุกหน่วยงานในระดับพื้นที่

ภายหลังการเลือกตั้ง โจทย์สำคัญของการปฏิรูป คือ กลไกและกระบวนการที่จะทำให้การปฏิรูปซึ่งเป็น “กระบวนการ” สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมีพลังและมีความต่อเนื่อง สร้างพลังร่วมทางสังคม ไม่ถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และเป็นกลไกที่มีสถานะมั่นคงเพียงพอและไม่ถูกแทรกแซงโดยภาคการเมือง

ในอีกด้านหนึ่ง จะต้องไม่เป็นกลไกที่รวมศูนย์ ผูกขาด แบกรับภารกิจการปฏิรูปทุกด้านไว้ในองค์กรเดียว บทเรียนของการปฏิรูปหลายครั้งที่ผ่านมาของประเทศไทยได้พิสูจน์ชัดแล้วว่า กลไกปฏิรูปในรูปแบบดังกล่าวล้มเหลว

3.กระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ

แนวคิดเรื่องการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติถูกเสนอขึ้นเมื่อต้นปี 2558 โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากเหตุผลว่าประเทศไทยควรมี “ยุทธศาสตร์ชาติ” เพื่อเป็นกรอบทิศทางการพัฒนาระยะยาว ให้มีความต่อเนื่องของการดำเนินงาน ไม่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายเกินไปตามการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือแม้แต่การปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี แต่สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมได้หากมีปัจจัยภายนอกหรือภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อเนื้อหายุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ โดยการปรับเปลี่ยนต้องมีกฎเกณฑ์กติกาที่เหมาะสม

เช่น มีการศึกษาวิจัยถึงผลความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ชาติเพื่อประกอบการพิจารณา การเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เป็นต้น

ติดตามตอนต่อไปฉบับวันพรุ่งนี้ครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ