
โปรดฟังอีกครั้ง อย่าเซลฟี่ในคูหา
วันที่ 7 ส.ค.ถือเป็นช่วงสำคัญต่อคนไทยทั้งชาติกับการชี้ชะตาอนาคตประเทศในการลงประชามติรับหรือไม่รับ
วันที่ 7 ส.ค.ถือเป็นช่วงสำคัญต่อคนไทยทั้งชาติกับการชี้ชะตาอนาคตประเทศในการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ทว่าประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าสิ่งใดทำได้ หรือทำไม่ได้
ข้อห่วงใยสำคัญจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ข้อแรก กล่าวคือประชาชนอาจเผอเรอ “เซลฟี่” รูปตัวเองระหว่างไปใช้สิทธิลงคะแนน โดย ประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ย้ำว่า “อย่านำโทรศัพท์มือถือที่พกติดตัวเข้าไปถ่ายภาพการลงคะแนนของตนเอง หรือที่เรียกเซลฟี่ รวมทั้งภาพภายในหน่วยออกเสียงเพราะเข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่สามารถบันทึกภาพนอกหน่วยออกเสียงได้ เนื่องจากการเซลฟี่เป็นที่นิยมของประชาชนในขณะนี้”
ประเด็นต่อมา หากจะใส่เสื้อ VOTE (YES) หรือ (NO) เข้ามาในหน่วยออกเสียงได้หรือไม่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง ยอมรับว่า “ไม่ผิด แต่ขอให้หลีกเลี่ยง เพราะไม่ค่อยเหมาะสม”
ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ประชาสัมพันธ์ไปถึงประชาชนควรต้องศึกษากฎหมาย และไม่ละเมิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ โดยเฉพาะวันออกเสียง มาตรา 60 ระบุว่า ผู้ใดกระทำการในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนนออกเสียง ในข้อ 1-6 ที่จะกล่าวข้างล่าง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนผู้ใดกระทำการตามข้อ 7-9 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ลองมาอ่านกันดู
1.ออกเสียงหรือพยายามออกเสียง โดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิออกเสียงหรือไม่มีสิทธิลงคะแนนในหน่วยออกเสียงนั้น
2.ใช้บัตรอื่นที่มิใช่บัตรออกเสียงมาออกเสียง 3.นำบัตรออกเสียงออกไปจากที่ออกเสียง 4.นำบัตรออกเสียงที่ลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่นเพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าได้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียงโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย
5.ทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตโดยวิธีใดไว้ที่บัตรออกเสียงเพื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าเป็นบัตรออกเสียงของตน หรือใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ใดบันทึกภาพบัตรออกเสียงที่ตนได้ลงคะแนนออกเสียงแล้ว 6.ขัดคำสั่งกรรมการประจำหน่วยออกเสียงที่สั่งให้ออกไปจากที่ออกเสียง เพราะเหตุที่ผู้นั้นขัดขวางการออกเสียง
7.นำบัตรออกเสียงใส่ในหีบบัตรออกเสียงโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือกระทำการใดในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงเพื่อแสดงว่ามีผู้มาแสดงตนออกเสียงโดยผิดไปจากความจริง หรือกระทำการใดอันเป็นเหตุให้มีบัตรออกเสียงเพิ่มขึ้นจากความจริง
8.กระทำการโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถใช้สิทธิได้ หรือขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไป ณ ที่ออกเสียง หรือเข้าไป ณ ที่ออกเสียง หรือมิให้ไปถึง ณ ที่ดังกล่าว ภายในกำหนดเวลาที่จะออกเสียง
9.ก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียง หรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวน หรือเป็นอุปสรรคแก่การออกเสียง
ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกหลักเกณฑ์ใช้เป็นแนวทางเพื่อไม่ให้ขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 61 เพราะมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
หลักเกณฑ์ที่ทำได้ 6 ข้อ
1.การแสดงความเห็นต้องไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง หยาบคาย ไม่ก้าวร้าว ข่มขู่ และไม่ผิดกฎหมายอื่น
2.การแสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำสุภาพ
3.การแสดงความเห็นด้วยข้อมูลที่ชัดเจน ไม่กำกวม อันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง
4.ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลงานวิจัยรวมถึงที่มาก่อนนำมาประกอบความเห็นหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการ
5.การสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเพื่อแสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผล และ
6.การโพสต์ข้อมูลพร้อมเหตุผลทางเว็บไซต์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการแชร์ข้อความต้องไม่แสดงความเห็นเพิ่มเติม
หลักเกณฑ์ที่ทำไม่ได้ 8 ข้อ
1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย
2.การโพสต์ หรือแชร์ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือปลุกระดม หรือข่มขู่ในเว็บไซต์
3.การทำ หรือส่งสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายอันมีลักษณะปลุกระดม หรือข่มขู่
4.การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย ที่มีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง
5.การชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น
6.การใช้เอกสารใบปลิว หรือแผ่นพับที่มีข้อความอันเป็นเท็จ
7.การรายงานข่าว หรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดม หรือสร้างความวุ่นวายในสังคม และ
8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคมที่มีลักษณะการปลุกระดม หรือขัดขวางการออกเสียง







