
ประเทศไทย 4.0 เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง?
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
ขออนุญาตเขียนอะไรที่อาจดูไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ เพราะประชาชนทุกคนใจจดใจจ่ออยู่กับเรื่องการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันอาทิตย์ที่ 7 นี้ อยากเขียนเรื่องอุดมคติบางประการ อ่านรู้เรื่อง ไม่รู้เรื่อง ต้องขออภัย อ่านให้สบายๆ
“ประเทศไทย 4.0 เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เป็นคำพูดที่ได้อ่านจาก Facebook ของรัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ซึ่งเป็นบุคคลท่านหนึ่งที่ผู้เขียนติดตามอ่านหนังสือที่ท่านเขียน และหลายครั้งก็จุดประกายความคิดเชิงบวกสูง ด้วยความสามารถที่ท่านมีในการอธิบายเรื่องยากๆ เป็นภาพ เป็น Model ที่ทำให้เข้าใจได้ง่าย ในคอลัมน์นี้เองเขียนถึงประเทศไทย 4.0 ไว้หลายครั้งว่าเป็นแนวความคิดที่น่าเดินทางที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลักการสำคัญที่มาจากเศรษฐกิจพอเพียงที่เรียกว่า “พร่อง-เติม พอ-หยุด เกิน-ปัน” จะเกิดระบบเศรษฐกิจที่สมดุล
เศรษฐกิจที่สมดุลจะสร้างสังคมที่จะมีความสงบและเป็นสังคมที่มีความสุข ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมีฐานะเท่ากัน รวยเท่ากัน มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรเท่ากัน นั่นคืออุดมคติ สังคมที่สมดุลในความหมายของผู้เขียนคือ สังคมที่อยู่กันด้วยกติกาที่ยอมรับต่อกันเท่าที่เป็นไปได้ โดยไม่ให้มีอคตินำหน้า และให้ทุกคนมีเวทีแข่งอย่างเสรีที่สุดบนระนาบของตนเอง เป็นไปไม่ได้ที่เราจะพยายามทำให้
ผู้ประกอบการรายเล็กมีความสามารถในการแข่งขันเท่ากับผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่หากเรามีกติกาที่ดี ซึ่งเกิดจากการรับฟังข้อคิดเห็นทุกฝ่าย ไม่ว่าจะฝ่ายกำกับควบคุม และผู้จะต้องถูกควบคุม ซึ่งความเห็นเหล่านี้จะมีผลต่อการปฏิบัติ ต่อระเบียบและกฎหมาย
หลายครั้งในบทความนี้ ผู้เขียนระมัดระวังมากกับคำว่า “ความดีและความเลว” เมื่อพูดถึงการประกอบธุรกิจ เอาเฉพาะการประกอบธุรกิจปกติทั่วไปเท่านั้นที่ไม่ใช่ธุรกิจผิดกฎหมาย และรวมไปถึงผู้ควบคุมกลไกในโครงสร้างประเทศ ไม่ว่า รัฐบาล กระทรวง องค์กรอิสระ หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางธุรกิจ “ความดีและความเลว” นิยามยากมากใน
เรื่องธุรกิจ
การให้คุณค่าความคิดของบุคคลต่างๆ ในสังคมไทยในรอบ 10 ปีนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เมื่อก่อนหากเรามีผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจ หรือองค์กรที่เรายอมรับในภาพแห่งความดี และท่านเหล่านั้นได้แสดงความคิดเห็นชี้แนวทางต่างๆ สังคมจะเดินตาม แต่วันนี้ไม่ใช่วันนั้น สังคมไทยเปลี่ยน คนส่วนใหญ่จะตั้งคำถามกลับทันที เช่นเรื่อง “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ในมุมผู้เขียน “เราทิ้งเขาเรียบร้อยแล้ว” แล้วจะมาอธิบายต่อวันหลัง
ผู้เขียนมีโอกาสได้ประชุมเรื่องเศรษฐกิจ การประชุมที่รับฟังกันทุกฝ่าย ทุกวัยวุฒิ คุณวุฒิ ไม่ใช่การประชุมที่เอาหัวโขนของตนมาเป็นหลัก จะเป็นการประชุมที่ดี ผู้เขียนเฝ้าสังเกตและพบว่า อดีตข้าราชการเกษียณ นักธุรกิจรุ่นใหญ่ ผู้บริหารระดับสูงที่เกษียณแล้ว จำนวนไม่น้อย ชอบรับฟังความคิดคนรุ่นใหม่ รับฟังปัญหาและมุมมองต่างๆ จากคนที่ขาดโอกาส แต่กลับพบว่าผู้บริหารกลางเก่ากลางใหม่ จะเล็กก็ไม่เล็ก จะใหญ่ก็ยังไม่สุด คนเหล่านี้มักโน้มเอียงไปในทางที่เชื่อมั่นความคิดของตนเองว่าถูกฝ่ายเดียว และจะต่อต้านความคิดทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า รวมทั้งมีแนวโน้มการตีคุณค่าความคิดคนแบบกล้วยฉาบ ขออภัยอีกครั้งหากคำดูไม่เข้ากับพื้นที่นี้เสียเลย กล้วยฉาบคุณค่าคือกล้วย แต่ต้องฉาบน้ำตาลให้หวาน ให้สวย อาจเปรียบเทียบได้กับการยังติดอยู่กับหัวโขน ตำแหน่ง ตำรา กฎระเบียบทุกตัวอักษร จนลืมมองการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งหากเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มากจริงๆ กลับพบสิ่งเหล่านี้น้อยมาก โดยเฉพาะท่านที่เกษียณแล้ว
จึงไม่แปลกเลยว่าประเทศไทยคือประเทศแห่งการเป็นผู้ตาม เพราะตอนนี้กลุ่มคนกลางเก่ากลางใหม่คือแรงขับสำคัญของประเทศ ไม่ว่าระบบอุตสาหกรรม ระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจ ต้องนำเข้าน้ำตาลมาฉาบกล้วย ไม่เห็นคุณค่าความคิดที่ทะลุน้ำตาล ทำให้กล้วยเน่าไปก่อนจะฉาบทัน และตรงนี้เป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่คนจำนวนน้อยได้ใช้ แต่คนจำนวนมากต้องจ่ายร่วมด้วย นั่นคือสังคมที่ไม่สมดุล เรามีนักประดิษฐ์คิดค้นน้อย โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี เราเชื่ออะไรก็ตามที่มาจากต่างชาติ รวมทั้งระบบเศรษฐกิจการเงินระบบทุน แต่หากหาข้อมูลสักหน่อย ในบางมุมของโลกนี้ “Product of Thailand” คำคำนี้มีค่าเหมือนทองคำ และคนตัวเล็กตัวน้อยทำให้เกิดคำนี้ คนตำแหน่งกลางๆชอบมาตรฐานต่างชาติ คนหลุดหัวโขนชอบความเป็นจริงที่อาจไม่มีกฎเกณฑ์ใดกำกับ
เขียนยาวเพื่อสรุปสั้นๆ ว่า หากอาจารย์สุวิทย์ยึดมั่นในอุดมคติเรื่องประเทศไทย 4.0 และขอสนับสนุนแนวคิดนี้อย่างเต็มที่อีกเสียงหนึ่ง “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ขอให้อาจารย์มองหากล้วยตาก ไม่ใช่กล้วยฉาบ เพราะกล้วยตากผ่านการฆ่าเชื้อด้วยแสงแดดตามธรรมชาติ ดูไม่ค่อยสวยเท่าไร มาตรฐานก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าปลอดภัย แต่ทำได้ทุกครัวเรือน ไม่มีน้ำตาลที่จะทำให้ร่างกายมีปัญหาค่ารักษาพยาบาลในอนาคตที่สังคมต้องจ่ายให้ หากอาจารย์หาเจอ อุดมคติของอาจารย์จะเป็นจริง และจะมีคนที่มีคุณค่าจริงเข้ามาร่วมในแนวทางนี้ และขออนุญาตเรียกท่านว่าอาจารย์ รู้สึกว่าดูดีกว่าคำว่าท่านรัฐมนตรีช่วย เพราะผู้เขียนชอบกล้วยตาก ไม่ชอบกล้วยฉาบ







