
ตรวจความพร้อม เข้าคูหาประชามติ
นับถอยหลังอีกเพียง 3 วัน จะเข้าสู่วันสำคัญของประชาชนคนไทยทั้งชาติต่อการชี้ชะตาอนาคตประเทศ 7 ส.ค. เพื่อทำประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญพร้อมคำถามพ่วงท้าย
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
นับถอยหลังอีกเพียง 3 วัน จะเข้าสู่วันสำคัญของประชาชนคนไทยทั้งชาติต่อการชี้ชะตาอนาคตประเทศ 7 ส.ค. เพื่อทำประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญพร้อมคำถามพ่วงท้าย ซึ่งการทำประชามติรอบนี้นับเป็นครั้งที่สอง หลังรัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกฉีกลง จากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมการบริหารประเทศ
การทำประชามติรอบนี้ ใช้งบประมาณรวม 2,900 ล้านบาท เพื่อสอบถามความเห็นชอบจากประชาชน โดยอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งเผยแพร่เนื้อหาสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงให้ประชาชนได้เข้าใจถึงเนื้อหาก่อนตัดสินใจ
กกต.เห็นชอบให้นำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ในการจัดพิมพ์และส่งร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการพิมพ์ 1 ล้านฉบับ และสรุปสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ตามที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดทำขึ้น และจะจัดพิมพ์อย่างละ 4 ล้านฉบับ หลักการเหตุผลประกอบคำถามของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดพิมพ์อีก 4 ล้านฉบับ
สรุปย่อร่างรัฐธรรมนูญ หรือบุ๊กเล็ต ที่จะพิมพ์รวม 17 ล้านฉบับ โดยจะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 96 ล้านบาท ซึ่งการจัดส่งในส่วนของบุ๊กเล็ตจะส่งพร้อมกับหนังสือแจ้งเจ้าบ้านไปยัง 19 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ส่วนที่เหลือได้เริ่มจัดส่งในวันที่ 23 พ.ค.
โดยการจัดส่งจะทำเป็นชุด โดย 1 ชุด จะประกอบด้วยร่างรัฐธรรมนูญ 1 เล่ม และสรุปสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ และคำอธิบายคำถามของ สนช.อย่างละ 4 เล่ม ขณะเดียวกัน กกต.จะจัดส่งไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ รวม 846,491 ชุด โดยจะกระจายไปยังศาลากลางจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์การเรียนรู้ประชาธิปไตยของ กกต. กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ กองบัญชาการรักษาดินแดน ศูนย์ส่งเสริมประชาธิปไตยระดับตำบล สถาบันการศึกษาทุกระดับ สื่อมวลชน รวมถึงมีการส่งให้กับ สนช. และ กรธ.ด้วย โดยส่วนหนึ่งก็จะมีการเก็บไว้ที่สำนักงาน กกต. ซึ่งประชาชนสนใจสามารถติดต่อขอรับได้ยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
อย่างไรก็ดี หากประชาชนไม่สะดวกเดินทางไปยังสถานที่ตามกล่าวมาข้างต้น สามารถหาติดตามได้ผ่านแอพพลิเคชั่นที่ กกต.จัดทำขึ้น ชื่อว่า "ฉลาดรู้ประชามติ" เพราะแอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้บรรจุเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญแบบฉบับเต็ม คำอธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการออกเสียงประชามติ เรียนรู้ประชามติแบบง่ายๆ และประชามติคืออะไร เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในแบบฉบับพกพา สามารถหยิบอ่านตามใจชอบทุกที่และทุกเวลา
นอกจากนี้ ประเด็นที่ประชาชนให้ความสงสัยไม่แพ้เนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญ คือ คำถามพ่วงประชามติที่ สนช.เลือกคำถามซึ่งเสนอโดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ว่า "ท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล ว่าในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี"
ขยายความคำถามพ่วง
ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติครั้งนี้ และตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 กำหนดเหมือนกัน ว่าให้ "สภาผู้แทนราษฎร" หรือ สส.ซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ส่วน "วุฒิสภา" หรือ สว.ไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ
แต่หลักการของคำถามพ่วงที่ สนช.ลงมติไปนั้น เขียนว่าให้ "ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา" พิจารณาเลือกนายกฯ หมายความว่าให้ สส. 500 คน และ สว.อีก 250 คน ลงมติร่วมกันเพื่อเลือกนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 269
ทั้งนี้ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ครบวาระ และมีการเลือกตั้งใหม่ การเลือกนายกฯ คนต่อไปก็ยังเลือกโดย สส.และ สว.ร่วมกันได้อย่างน้อย 2 คน และหากนายกฯ ทั้งสองคนอยู่ครบวาระ ประเทศไทยก็จะมีนายกฯ ที่เข้ามาทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเวลา 8 ปี
หากภายในระยะเวลา 5 ปีแรก นายกฯ ที่เข้ารับตำแหน่งลาออก หรือต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ หรือต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่น สส.และ สว.ก็ยังจะร่วมกันเลือก นายกฯ คนต่อไปภายในระยะเวลานี้ ไม่ว่าจะต้องเลือกกี่คนก็ตาม
ส่วนที่กำหนดเป็นวัตถุประสงค์ของคำถามพ่วงไว้ว่า "เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ" ซึ่งยังไม่ได้จัดทำขึ้น แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ มาตรา 275 กำหนดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบันเป็นผู้จัดทำขึ้น โดยมีเวลาจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติภายใน 120 วัน นับจากร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ และให้เวลาจัดทาแผนยุทธศาสตร์ชาติต่ออีกภายใน 1 ปี
โดยในมาตรา 162 ยังกำหนดด้วยว่า ครม.ชุดใหม่ที่จะเข้ารับตำแหน่งหลังการเลือกตั้งจะต้องแถลงนโยบายซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เท่ากับแผนดังกล่าวจะมีผลต่อนโยบายการบริหารประเทศ และส่งผลต่อการเลือกนายกฯ ในอีก 5 ปี หลังการเลือกตั้งครั้งแรก
การเตรียมไปใช้สิทธิมีเพียง 5 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับการลงคะแนนออกเสียง
1.ยื่นหลักฐานการแสดงตน ประกอบด้วย บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุ หรือบัตรหลักฐานอื่นใดของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่าย และมีเลขประจำตัวประชาชนของผู้ถือบัตร
2.ลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง และพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวาที่ต้นขั้วบัตรออกเสียง
3.รับบัตรออกเสียง
4.เข้าคูหา กากบาท (X) ในบัตรออกเสียง "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" ในช่องสี่เหลี่ยม ประเด็นร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมของ สนช. และ
5.หย่อนบัตรออกเสียงด้วยตนเอง เมื่อลงคะแนนเสร็จแล้ว ให้นำบัตรออกเสียงใส่ลงในหีบด้วยตนเอง







