posttoday
ฤๅ...อุตสาหกรรมไก่ไทยจะมาถึงจุดอวสาน

ฤๅ...อุตสาหกรรมไก่ไทยจะมาถึงจุดอวสาน

04 สิงหาคม 2559

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต www.CsiSociety.com

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต www.CsiSociety.com

ในอดีตคุณผู้อ่านหลายท่านคงพอจำได้ว่า กว่าจะได้กินไก่สักตัว ก็ต้องรอเทศกาลสำคัญของครอบครัวอย่างตรุษจีนหรือวันเกิด เพราะไก่ราคาแพงมาก แพงเท่าหมูหันเลยทีเดียว

แต่เดี๋ยวนี้ไก่ย่างไม้ละ 20-30 บาท มีขายให้ผู้บริโภคได้ซื้อกินกันแทบทุกตรอกซอกซอย เพราะการพัฒนาของอุตสาหกรรมไก่ในประเทศไทยก้าวหน้าขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า...ขณะนี้อุตสาหกรรมไก่ไทยเริ่มประสบกับปัญหาอย่างรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงอยากขยายความให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจ ดังนี้ครับ

หนึ่ง ความสำคัญของอุตสาหกรรมไก่ไทย

อุตสาหกรรมไก่เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งของประเทศไทยที่ฟันฝ่าอุปสรรคมานานัปการจนกระทั่งเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และกลายเป็นผู้ส่งออกไก่เป็นอันดับ 4 ของโลก สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศไทยนับแสนล้านบาท และสร้างอาชีพต่อเนื่องให้คนไทยกว่า 2 ล้านคน

ในปี 2547 เกิดเหตุการณ์โรคระบาด “ไข้หวัดนก” เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย สร้างความหวาดวิตกไปทั่ว ผู้คนงดกินไก่กันแทบทั้งประเทศ และทำให้อุตสาหกรรมนี้เกือบจะล่มสลายตายจากบ้านเราไปเลยก็ว่าได้ แต่ในที่สุดประเทศไทยก็ฟันฝ่าวิกฤตครั้งนั้น เรียกว่าสอบผ่านข้อสอบสุดหินมาได้อย่างงดงาม และยังเป็นประเทศเดียวที่ป้องกันโรคดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เคยเกิดไข้หวัดนกอีกเลยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

สอง ภัยคุกคามจากต่างประเทศที่คนไทยคิดไม่ถึง

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา บริษัท บี อาร์ เอฟฯ หรือบราซิลฟู้ดส์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่รายใหญ่สุดของบราซิลได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท โกลเด้น ฟู้ดส์ สยาม ผู้ดำเนินธุรกิจไก่ครบวงจรและเป็นบริษัทแปรรูปไก่ชั้นนำของไทยที่มีเครือข่ายใน 15 ประเทศทั่วโลก และติด 10 อันดับแรกของบริษัทผู้ผลิตและส่งออกสินค้าไก่ของไทย และล่าสุดบริษัท โกลเด้น ฟู้ดฯ สยาม ก็ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็นบริษัท บี อาร์ เอฟ (ไทยแลนด์) เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา

สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย โดยนายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการ ได้กล่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ว่า “ในปีนี้เป้าหมายการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของสมาคมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 7 แสนตัน มูลค่า 9.1 หมื่นล้านบาท คงยังต้องลุ้น จากยังมีหลายปัจจัยเสี่ยงข้างต้น ส่วนกรณีของบี อาร์ เอฟ จากบราซิลที่เข้ามาเทกโอเวอร์โกลเด้น ฟู้ดส์ สยาม ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคม ที่หลายฝ่ายกังวลว่าเขาจะมาเพิ่มกำลังผลิต ทำให้ไก่ล้นตลาดมากขึ้นอีก เราก็ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้บริหารเขาเหมือนกันเรื่องราคา แต่เรื่องแผนการผลิต และการขยายตลาดถือเป็นความลับของเขา อันนี้ไม่ทราบ แต่หากใครขยายผลิตหรือตั้งโรงงานใหม่ช่วงนี้มองว่าน่าจะเจ็บตัวมากกว่า”

สาม อากรชำแหละไก่จุดเริ่มต้น หายนะอุตสาหกรรมไก่ไทย

นอกจากปัญหาต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการในประเทศไทยแล้ว ทุกวันนี้อุตสาหกรรมไก่ของไทยยังต้องเผชิญปัญหาที่หนักหนาอีกประการหนึ่งนั่นคือ “อากรชำแหละไก่”

เนื่องจากขณะนี้มีกระแสที่จะเรียกเก็บอากรชำแหละไก่เพิ่มขึ้น โดยจะเรียกเก็บในอัตราสูงถึงตัวละ 4 บาท แบ่งเป็นค่าอากร 2 บาท และค่าธรรมเนียมจำหน่ายเนื้อสัตว์อีกตัวละ 2 บาท นั่นหมายความว่า ประเทศไทยชำแหละไก่ปีละประมาณ 1,400 ล้านตัว จะเกิดเป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงถึง 5,600 ล้านบาท/ปีทีเดียว แล้วประเทศเราจะเอาอะไรไปแข่งขันกับบราซิลและสหรัฐ ผู้ส่งออกไก่รายใหญ่ของโลกกันล่ะ?

ฤาหายนะ!! กำลังจะเกิดกับอุตสาหกรรมไก่ไทย... หากรัฐบาลตัดสินใจเรียกเก็บอากรจริง มันคือการเพิ่มภาระให้ผู้บริโภคภายในประเทศ และลดขีดความสามารถในการส่งออกของประเทศ นั่นหมายความว่าอุตสาหกรรมไก่ทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ไปจนถึง ผู้บริโภค ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สี่ ฤาอุตสาหกรรมไก่ไทยจะมาถึงจุดอวสาน

เฉพาะประเด็นส่งออกไก่ของประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีมูลค่า 9 หมื่นล้านบาท... หากไม่มีอุปสรรคใดๆ คาดว่าอุตสาหกรรมไก่ไทยน่าจะนำเงินตราเข้าประเทศได้ถึง 1 แสนล้านบาทในอีกไม่ช้า แต่เมื่อหายนะดังกล่าวมาเยือน ไม่เพียงไทยเราจะไปไม่ถึงฝั่งฝันเท่านั้น แต่ความสามารถในการส่งออกก็จะลดลงจนกระทบรายได้ของประเทศไทยไปด้วย

อย่าลืมว่า ต้นทุนการผลิตของบราซิลและสหรัฐต่ำกว่าไทยมาก เนื่องจากประเทศแถบนั้นมีวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลืองในราคาที่ถูกกว่าไทย ขณะที่ประเทศไทยยังต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศส่วนหนึ่งอยู่ อุตสาหกรรมไก่ไทยยังต้องรับภาระด้านราคาวัตถุดิบที่สูงกว่าตลาดโลก จากนโยบายคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ในประเทศเราด้วย

ประเด็นนี้ทำให้เนื้อไก่ของไทยแข่งขันกับต่างประเทศได้ลำบากมากอยู่แล้ว ลองคิดดูว่าหากเกิดต้นทุนค่าอากรฆ่าสัตว์และค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นตามมาอีก คงไม่มีใครสามารถส่งออกไก่ไทยไปแข่งขันสู้ราคากับประเทศอื่นได้ ผู้นำเข้าย่อมหันไปหาบราซิลและสหรัฐเพื่อนำเข้าไก่ทดแทนประเทศไทยอย่างแน่นอน

เมื่อส่วนแบ่งตลาดในเวทีโลกลดน้อยถอยลง ส่งออกไก่ไม่ได้เท่าเดิม เศรษฐกิจของไทยกระทบแน่ แล้วยังจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ ที่ทยอยล้มหายตายจากและเลิกกิจการฟาร์มไปในที่สุด เมื่อไม่มีคนเลี้ยงไก่ ก็ไม่มีคนใช้อาหารสัตว์ มันก็จะกระทบไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์โดยปริยาย สุดท้ายผู้บริโภคปลายทางย่อมต้องรับประทานไก่ในราคาสูงขึ้นอย่าง
มิอาจหลีกเลี่ยงได้

การพัฒนาและมาตรฐานต่างๆ ที่เกษตรกรไทย ผู้ประกอบการไทย หรือแม้แต่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในทุกๆรัฐบาลที่ต่างได้ร่วมกันสร้างมา จนกระทั่งอุตสาหกรรมไก่ไทยได้เติบใหญ่อย่างทุกวันนี้ อาจเหลือเพียงแค่ตำนานในประวัติศาสตร์ไทยเท่านั้น

ฤา นี่...เป็นเพียงเพราะความไม่เข้าใจของคนไม่กี่คนในหน่วยงานรัฐ ที่อาจเห็นแก่...ผลประโยชน์ส่วนตน มากกว่า...ผลประโยชน์อันมหาศาลของประเทศชาติ

คิดใหม่เถอะครับ!! อุตสาหกรรมไก่เป็นฟันเฟืองสำคัญตัวหนึ่งของประเทศไทยไปแล้ว อย่านำพาอุตสาหกรรมนี้ไปสู่หายนะเลย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ